ตอบคำถามข้อสงสัยจากการปฏิบัติ
1) เป็นคนที่มักจะทุกข์กับคำพูดและการกระทำของคนที่เรารักเสมอ เราควรทำใจอย่างไร เมื่อได้สติก็พยายามดึงใจไปอยู่ที่การทำงานแทน จากนั้นความรู้สึกหนักๆ ก็เริ่มเบาลง แต่การทำเช่นนี้เหมือนการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไหม
จะเรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุก็ได้ แต่ก็ยังดีกว่าไปเรียกร้อง ไปเจ้ากี้เจ้าการให้คนที่เรารักพูดและทำในสิ่งที่ถูกใจเรา อันนั้นยิ่งปลายเหตุมากเลย
การที่เรามีความทุกข์ มีความโกรธ มีความเสียใจ แล้วพยายามวางความรู้สึกนั้น โดยเปลี่ยนความสนใจมาอยู่ที่งาน อันนี้เรียกว่าเปลี่ยนอารมณ์ ซึ่งช่วยทำให้ใจสงบลง เพราะเมื่อใจคิดถึงงาน มันก็ไม่มีสิ่งกระตุ้นเร้าที่ทำให้เกิดความเสียใจ
แต่ถ้าจะแก้ที่ต้นเหตุ ก็คือ ท่าทีของเราหรือความรู้สึกในใจเรา ที่ไปคาดหวังให้คนนั้นคนนี้พูดและทำให้ถูกใจเรา หรือเป็นไปอย่างที่เราต้องการ
ความคาดหวังตรงนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ เพราะเมื่อเขาไม่ทำตามที่เราคาดหวังหรือไม่เป็นไปดังใจหวัง เราก็เกิดความหงุดหงิด ไอ้ความหงุดหงิดนี้จะว่าไปมันก็เกิดจากการที่เรามีความรู้สึกผลักไส ไม่ชอบการกระทำนั้น ไม่ชอบคำพูดนั้น
ใจที่รู้สึกเป็นลบกับคำพูดและการกระทำของเขา ตรงนี้คือต้นเหตุแห่งทุกข์ รวมทั้งความคาดหวังที่จะให้เขาพูดหรือทำอย่างนั้นอย่างนี้ จนกระทั่งเกิดความยึดติดถือมั่น ก็เป็นเหตุแห่งทุกข์เช่นกัน
เมื่อเราคาดหวังอยากให้เขาทำอย่างนั้นอย่างนี้ พูดอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพอเขาพูดไม่ถูกใจเรา ทำไม่ถูกใจเรา เราก็มีความรู้สึกหงุดหงิด มีความรู้สึกเป็นลบ ไม่ยอมรับ ใจมันต่อต้าน ตรงนี้ทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา
ลองทำใจเป็นกลางๆ ดู ไม่รู้สึกลบกับคำพูดหรือการกระทำของเขา แล้วใจเราก็จะเป็นปกติได้ หรือไม่ก็ลองวางความคาดหวังดู เพราะไม่มีใครที่เราจะคาดหวังให้เป็นไปดังใจได้ พอเราคลายความคาดหวังหรือยอมรับการกระทำของเขา ไม่ผลักไส ไม่ต่อต้าน ใจก็จะสงบ
เป็นเรื่องดีที่เราพยายามจัดการความหงุดหงิดนั้น ด้วยการดึงจิตมาอยู่กับงานที่ทำ แต่จะดียิ่งขึ้นถ้าเราลองฝึกจิตให้มีสติรู้ทันความหงุดหงิดนั้น โดยเห็นมันด้วยความรู้สึกเป็นกลางๆ อย่างที่ หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ ท่านใช้คำว่า “เห็น อย่าเข้าไปเป็น” หรือว่ารู้ทันแบบ “รู้เฉยๆ รู้ซื่อๆ” ซึ่งจะช่วยให้ใจเราสงบได้
สรุปคือ แบบแรกเป็นการ ‘เปลี่ยนอารมณ์’ โดยดึงจิตมาอยู่ที่งาน เป็นวิธีลืมเรื่องที่เขาพูดและทำในสิ่งที่ไม่ถูกใจเรา ส่วนอีกแบบเป็นการเข้าไป ‘รู้ทัน’ ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น ซึ่งช่วยทำให้เราเห็นอารมณ์ที่ว่ามันสงบลง
.
2) การเจริญสติโดย ‘ทำความรู้สึกตัว’ คืออย่างเดียวกับ ‘วิปัสสนาภาวนา’ หรือไม่ ถ้าไม่ใช่มีความแตกต่างกันอย่างไร
การเจริญสติทำความรู้สึกตัว เป็นเครื่องมือของการทำกรรมฐานหรือการฝึกจิต ซึ่งสามารถทำให้ใจสงบได้
ถ้าใจสงบก็เรียกว่า ‘สมถกรรมฐาน’
แต่ถ้าเราใช้สติเพื่อดูจนเห็นธรรมชาติของกายและใจตามที่เป็นจริง อันนี้คือ ‘วิปัสสนากรรมฐาน’
กรรมฐานในพุทธศาสนามี 2 อย่าง คือ สมถกรรมฐาน กับ วิปัสสนากรรมฐาน
สติ หรือ สติปัฏฐาน เป็นเครื่องมือสำหรับการทำ สมถกรรมฐาน ซึ่งจุดหมายคือ ความสงบ
และยังเป็นเครื่องมือสำหรับการทำ วิปัสสนากรรมฐาน ซี่งจุดหมายคือ ความสว่าง เกิดปัญญา
สติทำได้ทั้งสองอย่าง
ใหม่ๆ เราก็ใช้สติเพื่อทำให้ใจสงบ เช่น จิตใจกำลังฟุ้งซ่าน กำลังว้าวุ่น กำลังโกรธ กำลังโมโห พอมีสติเข้าไปเห็น เข้าไปรู้ทันอารมณ์นั้น อารมณ์นั้นก็ดับไป สิ่งที่ตามมาคือความสงบ อันนี้เรียกว่า สมถกรรมฐาน
แต่ต่อไปเราใช้สติในการดูกายและใจ รวมทั้งดูความคิดและอารมณ์ที่เกิดขึ้น แล้วก็เห็นมัน เกิดแล้วดับๆ เห็นอารมณ์ความคิดที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่เราควบคุมบังคับบัญชาไม่ได้ อย่างนี้เรียกว่าเห็น อนัตตา
ถ้าเราใช้สติในการดูกายดูใจ หรือดูอาการของจิตที่มันเกิดขึ้น เช่น ความคิดและอารมณ์ เราจะเห็นความจริง เห็นธรรมชาติของมันตามหลัก ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
แม้กระทั่งเวลาเราเอาสติมาดูกาย แล้วเห็นว่ากายนี้ไม่ใช่เรา เช่น เวลาเดินอย่างมีสติ เราเห็นจะว่าไม่ใช่เราเดิน แต่เป็นรูปที่เดิน หรือเวลาความคิดเกิดขึ้น มันไม่ใช่เราคิด แต่มันเป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับใจ ซึ่งมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ไม่ว่ากายหรือใจ ตรงนี้เรียกว่า ‘วิปัสสนา’ ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะเราใช้สติ ในการดูกายดูใจ
สรุปคือ ถ้าเราใช้สติแล้วเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นอย่างที่มันเป็น เห็นมันเกิดขึ้น เห็นมันปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นความคิดฟุ้งซ่าน ความโกรธ ความทุกข์ ฯลฯ เพียงแค่รู้ว่ามันเกิดขึ้น เท่านี้ก็ทำให้มันดับลง สิ่งที่ตามมาคือ ความสงบ (สมถะ) แต่ต่อไป สติไม่ใช่เพียงทำให้เราเห็นว่ามันมีอยู่ แต่สติทำให้เราเห็นกระทั่งว่า มันไม่เที่ยง มันมาแล้วดับไป มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ตรงนี้จะเป็น วิปัสสนา
เพราะฉะนั้น สติ สามารถเป็นเครื่องมือสำหรับการทำสมถกรรมฐานก็ได้ หรือก้าวไปสู่วิปัสสนากรรมฐานก็ได้
ใหม่ๆ ที่อาตมาพาทำ ยังอยู่ในระดับสมถกรรมฐานอยู่ คือ ทำให้ใจสงบ ทำให้ใจปลอดพ้นจากอารมณ์ ทำให้อารมณ์เหล่านี้มันดับลง เพราะมีสติเข้าไปรู้ หรือดูมันเฉยๆ
แต่ต่อไป สติ จะทำให้เราเห็นธรรมชาติของอารมณ์เหล่านั้น ซึ่งมันตกอยู่ภายใต้หลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) โดยเห็นสัจธรรมจากอารมณ์เหล่านั้น ตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดปัญญา ที่เรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน
.
3) การเจริญสติโดย ‘ทำความรู้สึกตัว’ แตกต่างจากการทำสมาธิอย่างไร
การทำสมาธิ ส่วนใหญ่จะใช้วิธีบังคับจิตให้มันแนบแน่นอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เช่น ลมหายใจ หรืออยู่กับมือที่กำลังขยับ เท้าที่เขยื้อน บางครั้งก็มีคำบริกรรมเพื่อจะผูกจิตไว้กับอารมณ์หรือกาย
เมื่อจิตถูกกำกับให้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งที่ว่าอาจจะเป็นลมหายใจ เป็นเสียง หรือเป็นร่างกาย ถ้าทำไปนานๆ มันจะนิ่งไม่แส่สาย ตรงนี้เราเรียกว่า สมาธิ
แต่จิตมันไม่ใช่ว่าจะนิ่งไปตลอด ธรรมชาติของมันคือชอบเที่ยว พอเรานิ่งสักพักซึ่งตรงนี้เรียกว่า ‘สมาธิ’ ประเดี๋ยวมันก็ออกไปคิดโน่นคิดนี่ หรือบางทีมีอะไรมากระทบ มีเสียงมากระทบหู มีรูปมากระทบตา ใจก็กระเพื่อม เกิดอารมณ์ดีใจ เสียใจ ยินดี ยินร้าย ฯลฯ ตอนนี้จิตมันไม่สงบแล้ว ทีนี้จะทำอย่างไรให้จิตมันสงบ ก็ต้องมี ‘สติ’ รู้ว่ามันมีความฟุ้งซ่าน มีความหงุดหงิด มีอาการกระเพื่อมเกิดขึ้น
สติ หรือ ความรู้ทัน จะช่วยทำให้จิตกลับมาเป็นสมาธิอีกครั้งหนึ่ง
เพราะฉะนั้น เราจะฝึกแต่การทำสมาธิอย่างเดียวคงไม่พอ นอกจากฝึกจิตให้นิ่งได้เร็ว สงบได้ไวแล้ว เราต้องฝึกจิตให้รู้ได้เร็วด้วย คือ รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น
สติที่รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้จิตกลับมาสงบได้
สมาธิจะตั้งมั่นและต่อเนื่อง ก็เพราะมันมีความสามารถในการรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ไว
หากเราฝึกให้จิตเป็นสมาธิแนบแน่นหรือนิ่งอยู่กับอารมณ์ แต่เราไม่ฝึกให้จิตรู้ทันอารมณ์ที่ผุดขึ้นมาเมื่อมีอะไรมากระทบ อันนั้นก็คงไม่พอ
เปรียบเทียบกับร่างกายเรา ถ้าเราสามารถฝึกร่างกายให้หลับได้เร็วหลับได้ลึก อันนี้ดี แต่ในเวลาเดียวกันเมื่อร่างกายเราตื่นขึ้นมาก็ควรต้องกระฉับกระเฉง
ถ้าหลับลึกหลับได้เร็ว แต่พอตื่นขึ้นมาแล้วไม่กระฉับกระเฉง อย่างนี้คงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ
จิตก็เหมือนกัน จิตเราต้องฝึกทั้งสองสภาวะ หรือฝึกคุณสมบัติสองอย่างควบคู่กัน คือ (1) ความสามารถในการนิ่งและสงบได้เร็ว (2) ความสามารถในการรู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระทบได้ไว
อย่าไปคิดว่าจิตของเรามันจะนิ่งและสงบโดยไม่คิดอะไรเลย มันต้องคิดอยู่แล้วเพราะเป็นธรรมชาติของจิต มันห้ามไม่ได้
หลวงปู่ดุลย์ อตุโล บอกว่า ความคิดมันเกิดขึ้นเป็นธรรมดาเหมือนกับลมหายใจ ซึ่งเราห้ามไม่ได้ ฉะนั้นเราอย่าปฏิบัติเพียงเพื่อดับความคิด แต่ให้รู้ทันเวลาจิตมันไปรับรู้อารมณ์ใด แล้วมันมีอาการปรุงแต่งเกิดขึ้น “รู้ทันการปรุงแต่งนั้น” ท่านบอกว่าแค่นั้นก็พอแล้ว
อย่าไปคาดหวังว่าต้องปฏิบัติเพื่อดับความคิด เพราะความคิดมันดับไม่ได้ มันเกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกับลมหายใจ
ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม










