พบกันยามเช้าอีกครั้ง วันนี้หลายคนตื่นมาด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ที่ผ่อนคลายเพราะเป็นวันเสาร์ ไม่ได้ทำงาน หลายคนอาจมีแผนไปเที่ยวต่างจังหวัด อาจกำลังเตรียมเดินทางแล้ว ก็อย่าลืมนะ ‘รู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน’ ตั้งแต่เช้ามา บางคนใจก็อยู่กับการไปเที่ยวแล้ว เก็บที่นอนก็อาจจะไม่ได้รู้เนื้อรู้ตัว ถูฟัน อาบน้ำ ใจก็ลอยไปยังที่ที่เราจะไปเที่ยว จะเป็นเขาใหญ่ก็ดี เชียงคานก็ดี เที่ยวทะเลหัวหิน หรือบางคนไปไกลถึงภูเก็ต ใจไปโน่นแล้ว อย่าลืมนะว่า ‘ตัวอยู่ไหน ให้ใจอยู่นั่น’ ตัวยังอยู่บ้าน ใจก็อยู่บ้าน ระหว่างเดินทางก็เหมือนกัน ตอนนี้หลายคนกำลังเดินทาง ‘ตัวอยู่ในรถ ก็ให้ใจอยู่ในรถด้วย’ แต่บางคนอาจจะเผลอ ใจมันไปถึงจุดหมายปลายทาง แล้วก็ว่าวาดหวังวาดภาพเกี่ยวกับความสุขที่จะได้ไปพบ ใจมันไปแล้ว และมันแรงด้วยนะ วางจุดหมายปลายทางเอาไว้ก่อน วางสิ่งที่คิดจะทำที่นั่นเอาไว้ก่อน ไม่ว่าจะไปกินไปเที่ยวที่ไหน นั่นมันอนาคต กลับมาอยู่กับปัจจุบัน พาใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ใหม่ๆ มันจะมีแรงต้าน เพราะใจมันอยากจะไป บางทีก็อาจจะมีเสียงตัดพ้ออยู่ในใจว่า “ทำไมไม่ให้ใจเราเพลิดเพลินไปกับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า กำลังฝันกลางวันอยู่เพลินๆ เลย ทำไมให้หยุดฝันซะแล้ว” มันจะมีเสียงตัดพ้อแบบนี้ เราก็ต้องใจแข็งหน่อยนะ กลับมาอยู่กับปัจจุบัน . ระหว่างเดินทางก็รับรู้ว่ากายอยู่ไหน ใจรู้สึกอย่างไร อาจจะรับรู้ถึงทัศนียภาพสองข้างทาง บางครั้งใจเราไปอยู่กับจุดหมายข้างหน้า จนลืมมองหรือสัมผัสความงามสองข้างทาง แล้วพอใจเราไปอยู่ข้างหน้า บางครั้งก็จะเกิดความหงุดหงิด เพราะรถติดหรือเส้นทางมันยาวไกล ใจมันก็จะบ่นว่า “เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะถึง” แล้วเกิดอะไรขึ้น เกิดความหงุดหงิด ขนาดจะไปเที่ยวใจยังหงุดหงิดเลย เพราะไปจดจ่อที่จุดหมายปลายทางแล้ว ในเมื่อจะไปเที่ยวทั้งทีก็ไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย จะออกรถสายไปบ้างก็ไม่เป็นไร หรือเพื่อนจะมาช้าก็อย่าไปหงุดหงิดหัวเสีย นี่เราจะไปเที่ยวไม่ใช่หรือ แล้วทำไมต้องไปเครียด ที่เครียดเพราะอยากจะไปให้ถึงไวๆ เพราะมันมีแผนการที่จะทำอะไรมากมาย แล้วก็ไปยึดกับแผนนั้น พอมันทำท่าว่าจะไม่เป็นไปตามแผน เพราะเพื่อนมาสาย เพราะรถติด เราก็หงุดหงิดเลย แล้วบางทีคนที่เราหงุดหงิดก็ไม่ใช่ใครนะ เป็นคนรัก สามี ภรรยา ลูก หรือพ่อแม่เราเอง ทั้งๆ ที่เราจะไปเที่ยว แต่ทำไมเราไปด้วยใจที่หงุดหงิด ไปด้วยใจที่วิตกกังวล . ลองทำใจสบายๆ วางจุดหมายปลายทางไว้ก่อน มันจะถึงก็ต่อเมื่อมันถึง อย่าไปยึดติดกับแผนการที่จะทำข้างหน้า ให้เราอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข อันที่จริงถ้าอยู่กับปัจจุบันเป็นนี่มันสุขอยู่แล้ว เพราะไม่มีอะไรที่ต้องวิตกกังวล จิตที่อยู่กับปัจจุบัน คือ จิตที่ไม่ไหลไปอดีต ไม่พะวงถึงอนาคต ก็จะเกิดความผ่อนคลาย ยิ่งอยากจะมีสุข ยิ่งอยากจะไปพบกับสิ่งดีๆ ในวันหยุดนี่นะ แค่ทำใจให้อยู่กับปัจจุบัน ให้มีความรู้สึกตัว รู้เนื้อรู้ตัว มันก็สงบ มันก็ปลอดโปร่งแล้วละ เป็นสุขที่สัมผัสได้ในปัจจุบัน ไม่ต้องไปรอข้างหน้า ไม่ต้องไปรอเมื่อถึงเขาใหญ่ หัวหิน เชียงคาน ภูเก็ต ฯลฯ ไม่ต้องรอไปถึงตอนนั้น นั่นมันอนาคต ตอนนี้แค่เราอยู่กับปัจจุบัน ชื่นชมสิ่งดีๆ ที่มีอยู่อย่างที่พูดเมื่อวาน หรือสัมผัสรับรู้ความสวยงามที่มีอยู่รอบข้างสองข้างทาง มันก็สุขแล้วละ . ส่วนคนที่ยังทำงานอยู่ ก็อย่าไปน้อยอกน้อยใจ หรืออย่าไปเครียด ทำงานเราก็ทำอย่างมีความสุขได้ เหนื่อยก็เหนื่อยแต่กาย อย่าให้ใจเหนื่อย เวลาเปิดดู Facebook เห็นเพื่อนคนโน้นคนนี้เขาไปเที่ยวกัน ในประเทศบ้าง ต่างประเทศบ้าง เนปาล ญี่ปุ่น ยุโรป ฯลฯ ก็อนุโมทนามุทิตาจิตนะว่าเขาได้ไปเที่ยว เขาเหนื่อยมาตลอดปีแล้ว ให้เขาได้ไปเที่ยว ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เราไม่อิจฉาเขา เรามีงานทำ ก็ทำงานอย่างมีความสุข ทำด้วยใจที่ไม่เครียด มีอะไรมากระทบใจ ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคของงานการ ไม่ว่าคำพูดของเพื่อนร่วมงาน หรือสีหน้าของเจ้านาย ก็อย่าเก็บเอามาวิตกกังวล อย่าไปเก็บเอามาครุ่นคิดมากนัก รู้ทันความคิดและอารมณ์เหล่านั้น อันนี้เป็นงานของสติเลย สติทำให้เรารับรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งข้างนอกและข้างใน ข้างนอกก็อาจจะเป็นเสียง ภาพ หรือเหตุการณ์ ส่วนข้างในก็คือ ความคิดและอารมณ์ ถ้าเป็นความคิดและอารมณ์ที่เป็นอกุศล ที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ สติก็จะเตือนจะช่วยให้เรารู้ทัน และทำให้เราหลุดจากอารมณ์นั้นได้ ขณะเดียวกันสติก็จะช่วยให้เราระลึกได้ว่า กำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน . ความระลึกได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งสำคัญ การระลึกถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ระลึกถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้ว ระลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว อันนี้มีประโยชน์ เพราะทำให้เรากลับบ้านถูกเมื่อเลิกงาน ทำให้เราสามารถไปฉลองวันเกิดกับเพื่อนเพราะจำเวลานัดเวลาหมายได้ ทำให้เราไม่ผิดนัดเพราะเราจำได้ ทำให้เราทำงานทำการต่างๆ ได้ เพราะเอาความรู้ที่เรียนมามาใช้ ฯลฯ แต่สติที่เรามองข้ามและควรจะมีให้มากขึ้น คือ สติที่เป็นความระลึกได้ว่า ‘กำลังทำอะไรอยู่’ ใจมันลอยไปแล้วนะ ไปเชียงใหม่แล้ว ไปเขาใหญ่แล้ว หรือระลึกได้ว่าเรากำลังแปรงฟันอยู่ กำลังอาบน้ำอยู่ กำลังขับรถอยู่ แม้ดูเหมือนว่า มันจะทำให้เราไม่ได้เพลิดเพลินกับภาพมโนภาพฝัน แต่ถ้าเราไปหลงอยู่กับภาพฝันหรือฝันกลางวันได้ง่าย เวลาเจอทุกข์มันก็จะจมอยู่ในทุกข์ได้ง่ายเหมือนกัน คนที่หัวเราะเสียงดังก็จะร้องไห้เสียงดังไปด้วย คำชมก็เหมือนกันนะ คนที่คำเพลินกับคำชม เวลาเขาไม่ชมก็จะทุกข์ เวลาเขาไม่กด like ก็ทุกข์เลย เวลามีคนกด like เยอะๆ ก็ดีใจ แต่พอมีคนกด like น้อยหรือไม่กดคราวนี้ทุกข์เลย นี่ยังไม่ได้เจอคำต่อว่า คำ comment ที่แรงๆ เลยนะ ยิ่งถ้าเจอแบบนั้นเข้าไปยิ่งทุกข์เข้าไปใหญ่ ถ้าปล่อยใจให้เพลินกับความสุขกับคำชมได้ง่าย มันก็จะจมอยู่ในความทุกข์ได้ง่ายเหมือนกัน ดีใจเมื่อเจอคำชม ก็จะเสียใจเมื่อเจอคำตำหนิ แต่ถ้าใจเราไม่ยินดีไม่ยินร้าย เขาชมเราก็รับรู้ ดีใจสักครู่แล้วกลับมาเป็นปกติ พอเจอคำต่อว่ามันก็เสียใจนิดเดียว แล้วก็กลับมาเป็นปกติ อันนี้เพราะสติมันช่วย . พยายามพาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน อย่าไปหลงเพลินกับอนาคตที่มันสวยสดงดงามแต่ยังมาไม่ถึง แล้วก็อย่าไปกังวลกับปัญหางานการที่รออยู่ข้างหน้า เพราะมันก็ยังมาไม่ถึงเหมือนกัน ทำนองเดียวกัน สิ่งที่ผ่านไปแล้ว มันจะเจ็บปวด ทำให้ขุ่นมัว คับแค้น เจ็บใจอย่างไร ก็อย่าไปหมกมุ่นกับมันมาก ปล่อยวางมันซะ พาใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับงานที่กำลังทำ อยู่กับคนที่เรากำลังพูดคุยด้วย อันนี้แหละมันจะทำให้ความเศร้า ความเจ็บปวด ความรู้สึกผิด รวมทั้งความวิตกกังวล ความหนักอกหนักใจ มันบรรเทาเบาบางไป และชีวิตเราก็จะโปร่งเบาสงบเย็นได้ตลอดทั้งวัน แม้ขณะที่ทำงานอยู่ #ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม














