translated by @HuyutongTh (please take out with full credits)
ภายใต้แสงไฟ เขาให้สัมภาษณ์มากกว่าแสดงโชว์ซะอีก ขณะที่สัมภาษณ์ไม่เคยมีใครถามเขาเลยว่าหนังกลองใช้เบอร์อะไร ขนาดของกลองคือเท่าไหร่ วันนี้โน้ตวิธีการตีกลองอย่างไร
“ด้วยเรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผมรู้ว่าผมอยู่ตรงไหน คุณใช้ตำแหน่งมือกลองของคุณเข้ามาสู่สายตาของประชาชน แต่ว่าคนไม่ค่อยสนใจเรื่องการตีกลอง ผมบอกตัวเองว่านั่นไม่ใช่ปัญหา พวกนี้คือพื้นฐานที่ผมยืน เพียงแค่ไม่มีคนสนใจคุณเลยจะไม่ฝึกฝน ไม่พัฒนาหรอ”
ครบรอบเดบิวต์หนึ่งปีพอดี เราถามหูอวี่ถง “ปีที่ผ่านมาคุณพอใจมั้ย?”
“ถ้าใช้ความพอใจวัด ผมคิดว่ามันค่อนข้างจะราบเรียบ หม่าเจ๋อปลอบผมด้วยประโยคที่ว่าชีวิตมันไม่สามารถสมบูรณ์แบบเกินไปหรอก ช่วงเดือนเมษายนเป็นครั้งแรกที่วงสมาพันธ์คนโชคดีมีคอนเสิร์ตเป็นของตัว นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญของปีนี้ นี่ความฝันของหูอวี่ถง เป็นเขาที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาและกลายมาเป็นภาพรวมแผนคอนเสิร์ต
ปีที่แล้วเขานัดคุยต่อหน้ากับประธานจ่งที่ร้านกาแฟ คุยไปน้ำหูน้ำตาไหลไป
“ผมบอกประธานจ่งว่าวงสมาพันธ์คนโชคดีต้องมีการวางแผนระยะยาว การมีคอนเสิร์ตจะพิสูจน์ได้หลายอย่าง มันจะรวมพวกเราเข้าด้วยกัน สิ่งนี้จะมีความหมายมาก”
Continue Reading
รอมาหลายเดือนก็ได้เริ่มทำ หลังกลับจากการฉลองปีใหม่ 15 วัน สองวันก่อนหน้าพวกเราทุกคนเริ่มประชุมวางแผน กำหนดงาน คิดต้นทุนและผลลัพธ์แล้วทำมันด้วยกัน ตอนนี้ผ่านการแสดงคอนเสิร์ตมาแล้วเดือนนึง หูอวี่ถงคิดย้อนกลับไป “กระบวนการทั้งหมดคือความสุข มีความสุขตั้งแต่เริ่มจนจบ” เป็นความสุขที่อธิบายไม่ได้ “มันไม่มีคำไหนที่จะใช้อธิบายเรื่องนี้ได้ ไม่อยากพูดไม่ครบครับ” เขาเป็นคนที่กังวลที่สุดในช่วงทำการแสดง หนึ่งวันก่อนแสดงเขาจะอธิษฐานให้ทุกคนนอนหลับเพียงพอ เป็นโชคดีที่หัวถึงหมอนก็หลับเลยไม่แม้แต่จะล้างหน้า หลังจบการแสดงคืนนั้นเขาจำไม่ได้ด้วยว่ามีการฉลอง “ผมรู้สึกว่าหลังหมดวันความรู้สึกของผมคือพอใจแล้ว หลังที่ทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ นั่นคือจุดสูงสุดแล้วครับ”
ย้อนดูชีวิตวัยเด็กของหูอวี่ถง เขารู้ดีว่าตัวเขาต้องการอะไรและแสวงหามัน ความโชคดีคือเขาอยู่บนเส้นทางดอกไม้แล้ว “คุณคิดว่าตอนนี้คุณรู้สึกว่าควบคุมชีวิตตัวเองได้แล้วไรือเปล่า?”
“หลายเรื่องในตอนนี้ผมยังไม่มีสิทธ์ในการพูดอะไร ค่อยเป็นค่อยไป ผมแบ่งการควบคุบออกเป็นสองแบบ อันไหนที่ควบคุมได้ก็ทำเรื่องนั้นให้ดี ส่วนเรื่องไหนที่ควบคุมไม่ได้ก็ไม่ต้องรีบ”
เขาบอกว่าตัวเขาเองอยู่ระหว่างความเป็นวิกฤติและความมั่นคง ก็เหมือนกับสัปดาห์นึงกินอาหารสัตว์ (อาหารจำพวกผัก) ห้าวัน อีกสองวันกินของดี ความจริงนี่เป็นวิธีการรับมือกับวิกฤติและเป็นกระบวนการสร้างความรู้สึกมั่นคง
เพราะฉะนั้นเขาถึงคอยศึกษาเรียนรู้วิธีการตีกลองจากวิดิโอของอาจารย์หรือมือกลองคนอื่นๆ เขาจะบอกว่า “ตรงนี้ผมยังตีไม่ดี” อาจารย์บอกเขาว่า “คุณต้องจดจ่อกับจุดที่เขาตีดีกว่าคุณ”
แม้ว่าจะชอบมอเตอร์ไซค์มาก สองวันก่อนเพื่อนชวนเขาไปสนามแข่ง แต่ตัวเขารู้ว่าตัวเองมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำเลนไม่ได้ไป ถ่ายงานเสร็จเขาวางแผนจะเก็บตัวห้าวัน เกี่ยวกับอนาคต “อีกสิบปีข้างหน้าผมจะยังเป็นอิสระและมีความสุข ทำเพื่อตัวเองมากขึ้น พูดคุยกับตัวเองมากขึ้น และสองคำสำหรับสิปปีต่อจากนี้คือความรับผิดชอบครับ”
ที่น่าสนใจคือความรับผิดชอบของเขาไม่ใช่การแต่งงานมีลูก
“มีเรื่องที่พ่อกับแม่ของผมเห็นพ้องต้องกัน แม่ผมพูดว่าไม่ได้หวังว่าลูกจะต้องแต่งงานเร็วเกินไป ลูกสามารถมีความรักได้ แต่สำหรับการแต่งงานมันคือความรับผิดชอบ ลูกต้องเข้าใจตัวเองก่อนถึงจะไปดูแลคนอื่นได้ พ่อผมเสริมว่าอย่าแต่งงานก่อนอายุ 35 ด้วยนิสัยของลูกตอนนี้มันไม่ยั่งยืนหรอก”
ความรับผิดชอบแบบนี้ก็เหมือนที่เขาพูด หวังว่าในอนาคตจะได้เป็นเจ้านาย “อยากจะทำบางสิ่งที่จะช่วยให้คนที่ผมรักให้ได้รับสิ่งที่มีค่ามากขึ้น คุณทำอะไรสัก ย่างนึงเพื่อหาเงินหรือเพื่อช่วยเหลือคนอื่นล่ะ? สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ทำเพื่อตัวเอง อยากจะทำอะไรที่ดีเพื่อคนอื่น ผมเชื่อว่าในอนาคตเราจะได้สิ่งตอบแทนกลับมา”
มองไปแล้วเขาไม่ได้รับมือยากอะไร แต่บทสัมภาษณ์หลายครั้งก่อนหน้าพูดถึงความรับมือยากของเขา พอพูดถึงตรงนี้เขาก็พูดเสียงดังขึ้นว่า “ผมไม่ได้อยากจะสูญเสียคุณสมบัตินี้ไป ตอนแรกผมคิดว่ามันคือเรื่องไม่ดี แต่ตอนนี้ผมคิดว่ามันคือคำชม อาการต่อต้านมันก็มีบ้าง แต่สิ่งที่คุณต่อต้านไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรู อาจจะเป็นความสบาย แต่ผมไม่อยากที่จะสบายเกินไป ผมชอบที่จะทำในเรื่องที่คนอื่นคิดว่าเป็นไปไม่ได้”
จากมุมมองนี้การเดบิวต์ของเขาก็ถึงว่าเป็นเรื่องที่ยากจะรับมือ โชคดีที่เขาทำสำเร็จ ก่อนเดบิวต์หูอวี่ถงชอบเก็บบันทึกภาพการใช้ชีวิต ตอนขี่รถไปโรงเรียนไม่ว่าระยะทางจะห้าหรือสิบนาทีเขาจะต้องพกกล้องไปด้วย เขาอยากจะเก็บบันทึกสิ่งที่เห็น “พอมองย้อนกลับไป ตอนนั้นผมค่อนข้างที่จะกังวลกับการเปลี่ยนไปของวิถีชีวิต” แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่มีเวลาบันทึกการใช้ชีวิต กล้องก็กลายเป็นฝุ่นไปแล้ว แต่อดีตก็ไม่เคยหายไป “ผมเพิ่งค้นพบว่าการที่คุณสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้นั้นมันคุ้มค่าที่จะใช้พลังงานของคุณแล้ว” แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปคือ การออกกำลังกายและไลฟ์สไตล์ที่เคร่งครัดที่ติดตัวเขามา
เดินลงบันไดมาจากห้องแต่งตัวท่อนบนของหูอวี่ถงนั่นเปลือยเปล่า วางเสื้อลงบนเก้าอี้ และพูดว่า “อย่าแอบถ่ายผมนะ” จากนั้นเดินมาที่หน้ากล้องพอคิดอะไรได้ก็หันกลับไป ขึ้นบันไดไปด้วยความช่วยเหลือจากสตาฟคว้าจับโครงเหล็กบนหลังคาของสตูดิโอแล้วดึงตัวเองขึ้นไป เงยหน้ามองเขาแม้กล้ามแขนของเขาจะแน่นมากแต่ก็ผอมจนมองเห็นซี่โครง หลังจากทำไปซักพักสตาฟก็ตะโกนถามว่ายังทำได้อีกทีนึงมั้ย “ไม่ไหวแล้วครับ ทรมานเกินไป” เขาตอบกลับมา จากนั้นเขาเดินกลับมาถ่ายภาพใส่แว่นตากันแดดแบบจัดเต็ม หันหลังให้กล้องชูสองแขนที่จับไม้กลองขึ้นทำท่าทางเหมือนตีกลองอยู่ ช่างภาพกดชัตเตอร์ไปตะโกนว่า “หล่อ” ไป การเป็นมือกลองของวงสมาพันธ์คนโชคดี ภาพลักษณ์ของหูอวี่ถงนั้นเข้ากับกระแสนิยม ใบหน้าเนียนใสไร้รูขุมขน ทรงผมที่ทันสมัยและประณีต แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำได้มากที่สุดคือความมีวินัยในตนเองอย่างเคร่งครัด เขาใช้เวลาหนึ่งเดือนก่อนมาถ่ายแบบในครั้งนี้สร้างกล้ามขึ้น ทุกวันกินแต่ “อาหารสัตว์” —- อาหารเบาๆ ที่มีน้ำมันน้อยเกลือน้อย ก็อย่างที่เขาบอกไปว่าตัวเขาอยู่ระหว่างความวิกฤติและความมั่นคง เขาต้องหาจุดสมดุลเป็นระยะ ไม่ใช่ชายผู้โชคดีที่กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน ชีวิต 28 ปี ของเขาก็ผ่านประสบการณ์ขึ้นและลง และในปีที่แล้วนี่เองที่หูอวี่ถงได้เดบิวต์เป็นมือกลองของวงสมาพันธ์คนโชคดี ในขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับเป็นจับตามองอยู่นั้น เขาก็กำลังเผชิญกับอีกด้านนึงของเหรียญ “ชีวิตของผมเปลี่ยนไปแล้ว ข้อมูลการเดินทางไม่ว่าจะเป็นรถไฟเครื่องบินถูกนำไปขาย โดนบินตรงโดนเปลี่ยนที่นั่ง พักที่โรงแรมก็ไม่กล้าเปิดไฟในห้องไม่กล้าพูดคุยแบบปกติ โดนขับรถตาม โดนค้นข้อมูลที่อยู่ โดนถ่ายรูปตอนเข้าห้องน้ำ ส่งพัสดุก็ไม่กล้าใส่เบอร์โทร” แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนตัวเขาไปมากนัก
นอกจากจะชอบตีกลองแล้วเขายังชอบขี่มอเตอร์ไซค์เคยขับจากแอลเอไปนิวยอร์ค “ผมชอบความรู้สึกที่โดนลมพัด ชอบความรู้สึกของการที่พื้นคว่ำ พูดตรงๆ ผมชอบความรู้สึกที่เป็นของจริงครับ” ตอนนี้ตัวเขาคือคนที่บิดเบี้ยว การที่จะเป็นศิลปินต้องมีคุณสมบัติของการเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ผมนั้นบิดเบี้ยว
ปฏิเสธที่จะอยู่ในความสบาย เพื่อที่จะได้มาซึ่งเนื้อและเลือด (ชีวิต) เหมือนกับที่เขาโพสต์ลงในเว่ยป๋อ
“สำหรับผมที่อายุใกล้จะสามสิบนั้น ผมจะต้องทำอะไรที่ชัดแจ้งมีอารมณ์ความรู้สึกมีความรักต่อไป นี่คือกล้ามเนื้อทุกมัด กระดูกทุกชิ้น อวัยวะทุกส่วนและจิตวิญญานที่สัมผัสไม่ได้ในร่างกายของผมที่ผลักดันให้ผมสู้ต่อไป”
จะมีอะไรที่กระตุ้นอารมณ์ได้มากกว่าความจริงแท้ ผลิตกระสุนจริงเพื่อเอาไปซ้อม การสัมภาษณ์ในระหว่างถ่ายแบบเสร็จลง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายหลังการทำงานเสร็จลง หูอวี่ถงใช้น้ำเสียงแสดงความดีใจพูด “อีกสักครู่ผมจะไปกินข้าวล่ะ นี่คือมื้ออาหารที่ผมรอคอยมาหนึ่งเดือน จะไปกินเนื้อย่างที่ว่างจิ่ง วันนี้ผมจะทำตัวเป็นนักกินที่มีความสุข” เดือนที่ผ่านมาผมต้องไดเอตและออกกำลังกาย ขำตัวเองที่หิวจนต้องไปกลิ้งอยู่บนเตียง ล่าสุดเจ็ดวันจาก 66.5 กกลดลงไปเหลือ 62.5 กก บ่ายวันก่อนที่จะมาถ่ายแบบผมทำตามคำแนะนำของโค้ชฟิตเนสผมดื่มน้ำกลั่นไปหลายถัง แล้วไปห้องซาวน่าอบเอาเกลือในร่างกายออกมา ทำแบบนี้เวลาถ่ายภาพจะเห็นลายกล้ามเนื้อสวยๆ แล้วก็ไม่บวมด้วย ตอนที่ออกมาจากห้องซาวน่า มือที่ถือโทรศัพท์นั่นทั้งอ่อนแรงและสั่น แต่ก็ยังไปกินข้าวร้านบุฟเฟต์กับเพื่อน แต่ตัวเองไม่ได้กินอะไรเลยซักคำ มันยากที่จะจินตนาการร่างกายที่ผอมแห้งจะกลายมาแข็งแรงแบบนี้เพราะวินัย ทำอย่างไรที่จะเพาะกล้ามเนื้อ “คนแมนๆ ต้องทำได้” เขาพูดอย่างชัดเจน
หนึ่งเดือนก่อนหน้าที่จะได้รับคำเชิญมาถ่ายนิตยสารจากพวกเราคิดว่าระบบร่างกายตัวเองค่อนข้างดี วันนั้นเลยไม่กินข้าวและคุยว่าขอนัดถ่ายในอีกหนึ่งเดือนได้มั้ย ให้เขาได้ออกกำลังกายสร้างหุ่น เขาไม่ได้คิดว่าจะเป็นการถ่ายแบบสบายๆ เป็นการสร้างกระสุนจริงออาหปซ้อมจริงๆ
ที่จริงการออกกำลังกายสำหรับหูอวี่ถงเขามีพื้นฐาน มันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว ชั้นใต้ดินที่บ้านของเขามีห้องออกกำลังกาย เขาจะต้องขอออกกำลังกายทุกวันแม้ว่าสภาพร่างกายจะไม่เต็มร้อยทำได้แค่สิบนาที เขาพูดล้อๆว่านั้นก็เพราะ “รักษาสภาพ” ไว้ แต่เปรียบเทียบกับหุ่นที่จะขึ้นหน้าปกนิตยาสารนั้น เขาคิดว่าตัวเองยังไม่ดีพอ ต้องมีเป้าหมายต้องออกกำลังกายหนักอย่างมาก เริ่มแรกเขาใช้เวลาในการหาโค้ชที่เหมาะสมไปไม่น้อยเลย “ในสาขาวิชาอาชีพที่เราไม่คุ้นเคย การหาโค้ชออกกำลังดีๆ เป็นเรื่องยากมาก ตลอดเดือนเมษายนผมหาไปทั่ว โค้ชส่วนตัวในฟิตเนสแถวบ้านผมก็ลองหมดแล้ว ท้ายที่สุดผมเลือกคนที่พูดจาปราณีมา พาผมไปออกกำลังกาย แต่ผมไม่มีบัตรไปทีนึงก็จ่ายเป็นครั้งไป”
| ตลอดทั้งเดือนเมษายนเขาออกกำลังกายแทบจะทุกวัน แม้ว่าช่วงวันหยุดแรงงานเทศกาลดนตรีที่ฉงชิ่ง ที่โรงแรมไม่มีห้องออกกำลังกาย เขาก็ไปหาที่ออกกำลังกายแถวโรงแรมใกล้ๆเอง ผลก็คือติดพายุฝน ก่อนเข้าโรงแรมไปออกกำลังกายไม่มีลมสงบดีขากลับกับติดฝน
นอกจากออกำลังกายแล้วยังต้องระวังเรื่องกิน โค้ชถามว่าหูอวี่ถงกินอะไร เขาก็เอารายการอาหารเบาๆที่ทำกินที่บ้านให้ดู โค้ชคิดว่าเขาอดอาหาร เลยถามว่าเพิ่งเริ่มกินหรอ หูอวี่ถงบอกเขากินแบบนี้มานานแล้ว เหมือนตอนอยู่ที่บริษัทตอนที่สั่งอาหารเดลิเวอรี่เขาส่งแค่ของเบาๆกับแซนวิช เพื่อนร่วมงานคนอื่นคิดว่าเขาอยากแปลกแยกก็เลยมีสายตาประมาณว่าดูซิว่าจะกินแบบนี้ได้กี่วันส่งมาให้ ผลก็คือตอนนี้ไม่มีใครถามเขาแล้วว่าจะเอาอะไรสั่งสลัดมาให้ก็โอเค
เขาเริ่มกินอาหารเบาๆ แบบนี้ตอนที่เรียนอยู่ที่อเมริกา กลับบ้านมาในปี 2016 หลังเรียนจบ ตอนที่ทำงานบริษัทนั่นเขาก็เริ่มกินสลัด แต่ตอนนั้นเขารู้สึกว่ากินยาก เกินทน เพียงแค่เพราะอยากจะออกกำลังกายเป็นประจำเลยบังคับตัวเองให้กิน
“ตอนหลังผมค้นพบว่าไม่จำเป็นจะต้องกินผักอย่างเดียว ผมค่อยๆคลำหาความรู้สึกของการกินผัก จากการที่ต้องทนกินเป็นการยอมรับ เข้าใจข้อดีของการกินแบบนี้ เอาชนะตัวเองได้ เริ่มติด (การกินแบบนี้) แล้ว”
สำหรับเรื่องการกินเขาเกือบจะ “รักความสะอาดมาก” “ทุกครั้งที่สั่งเดลิเวอรี่หรือไปกินข้าวข้างนอก ผมจะรู้สึกกลัวอย่างไม่รู้สาเหตุ ไม่รู้ว่าอาหารทำมาอย่างไร แต่มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ไปร้านอหารหรือสั่งเดลิเวอรี่ ดังนั้นทุกครั้งกลับมาบ้านจะทำอาหารเอง เป็นความรู้สึกการชำระร่างกายและจิตใจ อีกทั้งผมใส่น้ำมันน้อยมาก ไขมันที่ร่างกายต้องกายกินข้าวนอกบ้านไม่กี่ครั้งก็เพียงพอแล้ว” สำหรับครัวที่บ้านมีฟังก์ชั่นสองอย่างหนึ่งคือไว้ทำอาหารอร่อยๆ สองคือไว้ทำพวก อาหารเสริม หนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวันทั้งหาวันเขากินแต่พวกอาหาร “สัตว์” สองวันกินของอร่อย ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่นใช่มั้ย ในสายตาของหูอวี่ถงการกินอาหารแบบนั้นห้าวันทำให้เขารับรสชาติอาหารได้อร่อยมากขึ้น
แน่นอนว่าเขาก็กินเนื้อสัตว์เหมือนกัน ในตู้เย็นมีทั้งปลาและพวกเนื้อแดง เช้าวันที่ถ่ายนิตยาสารเขารู้สึกว่ากระเพาะเขานั่นเรียกร้องเนื้อมากเป็นพิเศษ เลยเอาเนื้อใส่ลงไปในกระทะไม่ใส่น้ำมัน สุกแล้วกลับด้านแล้วตัดเป็นชิ้นพอดีคำ “ทำแบบนี้เนื้อด้านในจะสุกเร็วและด้านนอกไม่ไหม้ อีกทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อที่คุณกัดฟันฝึกพัฒนาขึ้นอีก”
เขาอยากจะเตือนคนที่ชอบออกกำลังกายหลายๆ คน
“มีหลายคนมากที่ออกกำลังแล้วยังไม่ได้หุ่นที่ดีเลยแต่ออกจนมีกล้ามเนื้อบนใบหน้าก่อน เป็นเพราะว่าทักคนที่ออกแรงคุณมักจะกัดฟันเกร็งหน้า ทริคที่เขาอยากบอกคือตอนออกกำลังกายให้เอาลิ้นไว้ระหว่างฟันบนกับฟันล่างว่ากัดจะได้โดนลิ้นตัวเอง เป็นการเตือนตัวเองไปในตัวว่าอย่ากัด อย่าออกแรงตรงนี้”
คนที่เรียกร้องการออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงและควบคุมการกินอาหารมาหลายปีเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมาก เป็นเรื่องที่จินตนาการไม่ออกว่าหูอวี่ถงเป็นคนมีวินัยเคร่งครัด แล้วทำไมตัวเขาถึงมีลักษณะแบบนี้?
“เพราะเมื่อก่อนอยากจะแตกต่างเหลือเกิน แต่หลายครั้งต้องพบกับเรื่องที่ไม่เต็มใจ ความรู้สึกผิดหวัง ตอนอายุ 20 ยังคิดเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ ตอนนั้นเรียกว่าเลือดร้อนผมรู้ว่าคุณหวังดีแต่ผมจะทำในสิ่งที่ผมชอบ หลายคนบอกผมคือชาวราษีเมถุน มีสองบุคลิก ตอนที่มีเวลาควรที่จะคุยกับตัวเองบ้างไม่ใช่สนแต่โลกภายนอก เอาตัวเองหลบออกมา ลองใช้มุมมองที่คนอื่นมองเราเป็นแบบไหน เหมือนการส่องกระจกดูตัวเองถึงจะเข้าใจในตัวเองได้อย่างถ่องแท้”
จากคำพูดเหล่านี้พบว่าขณะหาทางออกจากความืดมิดก่อนที่เขาจะเดบิวต์นั้น มีผลทำให้หูอวี่ถง—-ตื่นรู้ในตัวเอง
เส้นทางการเดบิวต์ของหูอวี่ถงสามารถอธิบายได้ว่าคือจุดผลิกผัน หลังจากกลับจากอเมริการทำงานบริษัทอยู่ช่วงหนึ่งแล้วตัดสินใจที่จะตีกลองต่อไป มีการรายงานอย่างกว้างขวางมาก่อนว่า เหตุจากการที่เขาตั้งใจซ้อมเกินไปทำให้ทุกคนเป็นกังวล
อะไรทำให้รักในการตีกลองและหลงรักการตีกลองได้อย่างไร “ความจริงตอนตีกลองคุณไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมากมาย หลังจากนั้นระหว่างเราค่อยๆ มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมา ค่อยเข้าใจที่หลังว่าการตีกลองมีความสำคัญต่อเขามากแค่ไหน ผมไม่เชื่อว่ามีใครไม่เคยเล่นกลองบ้าง วินาทีที่จับไม้กลองขึ้นมาผมพูดว่าชั่วชีวิตนี้แต่งกับกลองแล้ว เป็นไปไม่ได้!”
ในความเป็นจริง แรกเริ่มแม้แต่คุณครูยังบอกว่าหูอวี่ถงไม่มีพรสวรรค์ในด้านตีกลอง
การที่เขารักการตีกลองเป็นเรื่องของความชอบของตัวเอง
“อยู่มาวันนึงคุณรู้สึกหมดอาลัยตายยาก พอนึกถึงการตีกลองก็พบว่าผมยังมีสองมือสองเท้านี่ ทำให้ผมเต็มไปด้วยความกล้าหาญ ความชอบของผมนั่นชัดเจนยิ่งขึ้น ปัจจุบันผมแน่ใจว่ารักการตีกลอง ตอนที่ผมจับไม่กลองเลือดมันแล่นไปทั่วร่าง มากกว่าตอนทำ pullup อีก นี่คงเป็นการตอบสนองของร่างกาย”
เขามีฉายาว่า “มือพิสดาร” ท่าทางตอนที่เขาตีกลองโดนกล่าวว่าคือ “การตีด้วยชีวิต” พอริ่มมีชื่อเสียงหูอวี่เริ่มทำดนตรีให้นักร้อง แต่ในใจเรื่องที่เขาอยากจะทำจริงๆคือมีวงดนตรีเป็นของตัวเอง
ปี 2020 หูอวี่ถงในวัยยี่สิบปีเข้าร่วมรายการ <The Coming One: SuperBand> เป็นรายการที่สามแล้วที่เข้าร่วมในฐานะวง ก่อนที่เขาจะให้สัมภาษณ์เขาพูดว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ร่วมรายการประกวดแบบนี้แล้ว “นักดนตรีพออายุเยอะแล้วมาประกวดแบบนี้มันค่อนข้างแปลก แล้วการทำแบบนี้บ่อยๆ ก็เกินลิมิตของผมไปแล้ว”
ในท้ายที่สุดเขาทำสำเร็จในการเดบิ้วต์เป็นหัวหน้าและมือกลองของวงสมาพันธ์คนโชคดี ผ่านไปแล้วหนึ่ง รูปที่ตั้งไว้บนสุดของเว่ยป๋อเขายังเป็นวิดิโอตัวเขาที่ใส่ชุดแดงตีกลองในรายการ
สำหรับเขาแล้วนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น “สมมุติว่าจุดนี้ยังไม่ได้เริ่ม งั้นจุดต้องไปก็พับเก็บไปได้เลย แต่เพราะมันเริ่มขึ้นแล้วการดำเนินการในขั้นต่อไปจึงสำเร็จเรียบร้อยดี” ใช้คำพูดที่เขาโพสต์ในเว่ยป๋อที่ว่า
“ตอนนี้วงสมาพันธ์คนโชคดีของผมได้ก่อตั้งขึ้นแล้ว พูดได้ว่าเราเริ่มต้นวิ่งแล้วครับ โดยไม่คาดคิดผมกลายเป็น “ไอดอล” แล้ว”
ในการสัมภาษณ์ครั้งนี้เขาอธิบายความรู้สึกภายในจิตใจก่อนที่เขาจะเดบิ้วต์ว่า: มันเหมือนกับอยู่ในห้องที่มืดฟอดินไปตามทางเรื่อยๆ คิดว่าคงหาทางออกไม่เจอ ผลลัพธ์คือคลำเจอกุญแจที่ขึ้นสนิมหนึ่งดอก พอเปิดประตูออกมาสายตาก็เจอเข้ากับแสงสว่างตรงหน้า
วันนี้ใช้ชีวิตอยู่ในแสงสว่างมาแล้วหนึ่งปี
“แสงจากภายนอกนี้ทำให้รู้ม่านตาผมหดเล็กลงแล้ว ปรับสภาพแล้วบ้าง ผมรู้ว่าแสงมันจ้า ถ้าตาเราขยายใหญ่วินาทีนั้นก็จะมองเห็นอะไรไม่ชัด พอเป็นแบบนั้นคุณอยากจะเปลี่ยนตัวเอง แต่คุณจะเปลร่ยนตาของคุณได้ยังไงล่ะ? คุณควบคุมมันไม่ไ้ด้ คุณจะพบว่าบางครั้งนั่นคือตัวตนของคุณจริงๆ แต่บางครั้งก็ไม่ไช่ คุณจะบอกว่ามันคือการตอบสนองก็ดี เป็นจิตใต้สำนึกก็ดี สิ่งเหล่านี้ต่างควบคุณตัวคุณเอาไว้”
กล่าวอีกนัยนึง คนเรามีสัญชาตญาณที่แข็งแกร่ง หูอวี่ถงใช้เวลาพักนึงในการปรับตัวกับทั้งหมดนี้ “มีบางครั้งที่โดนแสงสาดใส่ ตาเราก็จะรับรู้ถึงความเจ็บปวด แต่บางครังก็เป็นประสบการณ์ที่ดี สิ่งที่ดีและไม่ดีเหล่านี้ต่างทำให้ผมเดินต่อไปข้างหน้า”
translated by@HuyutongTh (please take out with full credits)