ถอดเทปบทที่ 14 รู้กายเคลื่อนไหว เห็นใจคิดนึก
พบกันอีกครั้งยามเช้าเพื่อการ “ปลุกสติ” ให้ใจตื่นรู้เบิกบาน
เช่นเคยนะ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านให้รับวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม ด้วยใจที่สดใส โดยเฉพาะวันนี้ที่เป็นวันหยุด
วันหยุดสำหรับหลายคนคือวันที่ได้พัก แต่อย่าเพียงพักกาย ขอให้พักใจด้วย โดยวางภาระต่างๆ วางปัญหาที่พ่วงมากับงานซึ่งอาจจะค้างคามาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่ก็ยังแบกเอาไว้อยู่ หรืองานการที่ต้องไปเจอในวันพรุ่งนี้ หลายคนก็ยังแบกเอาไว้ทั้งที่มันยังมาไม่ถึง
ถ้าเราพักกาย แต่ใจยังแบกโน่นแบกนี่ ทั้งเรื่องราวที่เป็นอดีตหรืออนาคต มันก็ไม่ได้พักใจ
วันนี้ เป็นวันที่เหมาะสำหรับการพักใจ โดยเฉพาะหากวันนี้หลายท่านไม่มีงานการที่เป็นเรื่องการทำมาหากิน
ส่วนใหญ่เราพักกายแต่ใจเราไม่ได้พัก แม้กระทั่งเวลาหลับ กายมันพักแล้วแต่ใจยังฝันเรื่อยเปื่อย มันมีคำพูดว่า “กลางคืนฝันกลางวันฟุ้ง” อย่างนี้ใจไม่ได้พัก จึงขอให้ใช้โอกาสที่สัปดาห์หนึ่งจะมีสักวัน เพื่อพักทั้งกายพักทั้งใจ
.
วันนี้หลายคนอาจมีงานการต่างๆ ที่ไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน แต่เป็นงานในบ้าน หลายคนใช้โอกาสนี้ในการจัดบ้าน จัดครัว ปัดกวาดที่นอนหรือเช็ดถู บางทีจานที่สะสมไว้หลายวันก็มาล้างกันตอนนี้ ก็ให้ทำด้วยใจที่ผ่อนคลาย อยู่กับปัจจุบัน ทำด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว เช่นเดียวกับเวลาที่เราเก็บที่นอน ล้างหน้า ถูฟัน อาบน้ำ เราก็ทำด้วยใจเต็มร้อยเช่นกัน
งานต่างๆ เหล่านี้อย่าไปถือว่าเป็นภาระ เวลาทำความสะอาดบ้าน ก็ถือว่าทำความสะอาดที่ใจไปด้วย เช่นเดียวกับเวลาอาบน้ำ เราไม่เพียงชำระร่างกายให้สะอาด แต่ยังชำระจิตใจให้สดชื่นเบิกบานหายหม่นหมอง โดยทำด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว
แล้วก็ไม่ต้องรีบ วันนี้เราไม่มีความจำเป็นต้องรีบ ไม่ต้องรีบไปทำงาน ไม่ต้องรีบไปขึ้นทางด่วนเพราะกลัวรถติด ก็ให้ลองทำอะไรช้าๆ ดูบ้าง
รวมทั้งปลุกใจให้เกิดฉันทะในงาน ลองทำโดยไม่ต้องมีเสียงเพลงมากล่อม เช่น เวลาทำความสะอาดบ้าน ที่เราหลายคนเปิดเพลงฟังไปด้วยขณะทำงานพวกนี้ เป็นเพราะเราอยากให้มีเพลงมากล่อม เนื่องจากการทำงานแบบนี้มันชวนให้เบื่อ แต่ที่จริงถ้าเรามีใจหรือใส่ใจเต็มร้อยกับงาน ไม่ว่าจะกวาดบ้านล้างจาน เราก็จะเพลิน เพราะเกิดสมาธิได้ง่าย
.
ถ้าทำด้วยใจเต็มร้อย งานแต่ละงานจะไม่ใช่เรื่องหนัก แต่จะทำด้วยใจที่ปลอดโปร่ง
ทำช้าๆ ไม่ต้องรีบ อย่าเพิ่งไปสนใจว่าเสร็จจากการล้างจาน ถูบ้าน จะมีงานอะไรอื่นตามมา ลืมงานข้างหน้าไว้ก่อน ให้ใจอยู่กับงานที่กำลังทำเต็มร้อย ทำไปเรื่อยๆ สบายๆ ผ่อนคลาย
บางครั้งใจจะคิดไปโน่นคิดไปนี่ เรียกว่าออกไปเที่ยว บางทีออกไปเที่ยวจนเพลิน หลงอยู่ในความคิด หลงอยู่ในเรื่องราวของอดีต หรือไปติดอยู่กับความวิตกกังวลพะวงถึงงานพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แต่พอมีสติรู้ตัวเมื่อไหร่ ก็ให้ดึงกลับมา
อันที่จริงสติเนี่ย ถ้ามันรู้ทันว่าใจเผลอคิดอะไร ใจมันจะกลับมาเอง กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับงานที่ทำ และไม่จำเป็นต้องไปบังคับจิตให้มันอยู่กับตัว บางคนเวลากวาดบ้านล้างจาน ก็บังคับจิตให้อยู่กับมือบ้างอยู่กับจานบ้าง เพราะไม่อยากให้ฟุ้ง
อย่าไปกลัวฟุ้ง จะฟุ้งบ้างก็ไม่เป็นไร ถ้าเรากลัวฟุ้งแล้วไปบังคับจิต มันจะต่อต้าน มันจะรู้สึกว่าถูกบังคับ มันจะเกิดอาการฮึดฮัดขึ้นมา แล้วบางทีก็อาละวาดทำให้เราเครียด
เราทำสบายๆ ให้ใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว ใจมันจะเผลอออกไปเที่ยวก็ไม่เป็นไร รู้ตัวเมื่อไหร่กลับมา
.
เราจะฝึกให้ใจนั้นถือว่ากายเป็นบ้าน
การทำความรู้สึกตัวในความหมายหนึ่งคือ “การทำให้ใจกลับมาอยู่บ้าน” บ้านในที่นี้คือกาย
ใจจะรู้สึกว่ากายเป็นบ้าน ก็ต่อเมื่อเขามีอิสระที่จะไปหรือกลับมา ใจจะออกไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ก็ได้ แต่เราจะขยันเรียกให้เขากลับมา แต่ถ้าเราบังคับให้ใจอยู่กับกาย กายจะกลายเป็นคุกของใจทันที
คุกแม้จะใหญ่เหมือนปราสาทราชวัง แต่หากถูกบังคับให้อยู่แต่ในนั้น มันก็ยังเป็นคุกอยู่นั่นเอง
บ้านแม้จะโกโรโกโส แต่ถ้าเรามีอิสระที่จะไปมาเข้าออกได้ แม้จะโกโรโกโสเพียงใด มันก็ยังเป็นบ้านที่มาแล้วสบายใจ
.
ทำกายให้เป็นบ้านของใจ คือ ใจมีอิสระที่จะมา จะไป จะเข้า จะออก
อย่าบังคับจิตให้อยู่กับกาย เพราะถ้าทำอย่างนั้นกายจะเป็นคุก แล้วมันก็อยากจะหนีท่าเดียว เหมือนถ้าเราติดคุก เราจะคิดหาทางแหกคุก ไม่อยากอยู่ แต่ทันทีที่เรารู้สึกว่านี่คือบ้าน เราจะอยากอยู่ เพราะอยู่แล้วมีความสุข
เปรียบเหมือนเราเลี้ยงลูกหมาตัวเล็กๆ เราอยากให้ลูกหมาอยู่กับบ้าน แต่ลูกหมาชอบเที่ยว บางทีได้ยินเสียงหมาตัวใหญ่เห่าข้างนอกมันก็ออกไปดู มีคนเดินผ่านบ้านมันก็วิ่งตาม มีเสียงโน่นเสียงนี่มันก็ออกไป
ทำยังไงจะให้ลูกหมาอยู่บ้าน อยู่เป็นที่เป็นทาง
หลายคนใช้วิธีล่ามผูกมันเอาไว้ ก็ได้ผลทันทีคือ มันอยู่กับบ้าน แต่ว่ามันจะหงุดหงิด ถ้าทำอย่างนี้ไปนานๆ พอโตขึ้นมันจะกลายเป็นหมาที่ดุ หรือถ้าเชือกขาดโซ่ขาดมันจะวิ่งออกไปทันที ไม่อยู่แล้วไอ้บ้านหลังนี้ กว่าจะตามกลับมานี่ยาก บางทีตามหาไม่เจอ หลงไปเลย
วิธีเลี้ยงลูกหมาอีกแบบหนึ่ง คือ การให้อิสระว่ามันจะอยู่หรือจะไปก็ได้ แต่พอมันออกนอกบ้าน เราก็ขยันเรียกมัน
ใหม่ๆ เขาก็ไม่รู้หรอก ก็เพลินกับข้างนอก แต่เราขยันเรียกบ่อยๆ เขาจะกลับมา ใหม่ๆ ก็กลับมาช้าหน่อย เพราะไปเพลินกับข้างนอกมาก แต่ถ้าเราขยันเรียกบ่อยๆ เขาจะกลับมาไวเข้า เพราะเขารู้แล้วว่าที่ที่เขาควรอยู่คือที่บ้าน
ต่อไปเมื่อได้ยินเสียงหมาเห่าแล้วเขารีบวิ่งออกไป พอวิ่งได้ไม่กี่ก้าวเขาจะนึกขึ้นได้ทันที เขาจะกลับมาเลย แล้วต่อไปเขาจะรู้ตัว เขาจะเชื่อง เราไม่ต้องล่ามเขาแล้ว เขาจะรู้ว่าบ้านคือที่ทางของเขา
.
จิตของเราก็เหมือนกับลูกหมาที่มันชอบเที่ยว
แต่เราฝึกได้ เราไม่ใช้วิธีการล่าม วิธีการล่ามคือการบังคับจิตให้อยู่กับกาย อยู่กับลมหายใจ อยู่กับมือ อยู่กับเท้า ฯลฯ โดยบังคับมัน จ้องเพ่งมัน นี่คือวิธีบังคับ
แต่มีอีกวิธีหนึ่ง คือ ให้อิสระที่มันจะไปก็ได้ จิตมันจะออกไปเที่ยววิ่งเพ่นพ่านข้างนอกก็ได้ แต่เราต้องขยันเรียก เหมือนกับเจ้าของบ้านที่ไม่ใช่ปล่อยให้มันออกไปโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่ต้องคอยสังเกต พอมันออกไปเราก็เรียกกลับมา
เจ้าของบ้านอาจจะทำโน่นทำนี่ ไม่ใช่ค่อยจับจ้อง ถ้าจับจ้องมันทั้งวันนี่เราเหนื่อยแน่เลย เราอาจจะอ่านหนังสือหรือทำงาน แต่พอมันออกไปปุ๊บ เรารู้แล้วเรียกมันกลับมา ถ้าทำอย่างนี้ ลูกหมาจะอยู่กับเรา อยู่กับบ้าน ไม่ค่อยไปเถลไถลข้างนอก
จิตเราก็เหมือนกัน ถ้าเราฝึกแบบนี้ไปเรื่อยๆ จิตเขาจะรู้ว่ากายนี้คือบ้าน เขาก็จะอยู่กับบ้าน แน่นอนว่าเขาอาจจะแว้บออกไปบ้าง แต่เดี๋ยวเขาก็กลับมาเองโดยไม่ต้องเรียกแล้ว
.
คนที่ฝึกสติจนอยู่ตัว พอเผลอคิดไป สักพักจะระลึกรู้ได้แล้วกลับมาเอง อันนี้คือเครื่องวัดก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรม
หลายคนถามว่า การเจริญสติจะวัดความก้าวหน้าอย่างไร ก็คือวัดด้วยการที่พอมันเผลอคิดไปได้ไม่นานเราก็รู้ทัน รู้ตัวว่าเผลอไปแล้วกลับมา
เมื่อก่อนคิดยาวเหยียด 7-8 เรื่อง แต่คราวนี้คิดแค่เรื่องเดียวยังไม่ทันจบก็รู้ตัวกลับมา เหมือนกับลูกหมาที่ก้าวเท้าออกจากบ้านไม่กี่ก้าว ก็นึกขึ้นมาได้ว่าที่ทางของมันคือบ้าน
นี่คือวิธีการฝึกให้จิตอยู่กาย อยู่แบบสมัครใจ ไม่ใช่เพราะถูกบังคับ เมื่อจิตอยู่กับกายก็เกิดความรู้เนื้อรู้ตัว กายทำอะไรใจก็รู้
แล้วต่อไปจิตว่าจะรู้ว่าไม่ใช่แค่กายที่เป็นบ้าน แต่ ‘ปัจจุบันขณะ’ คือบ้าน ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต
เมื่อจิตได้รู้ว่าปัจจุบันคือบ้าน ใจจะอยู่กับปัจจุบันได้อย่างต่อเนื่อง
แล้วความทุกข์ ความคับแค้น ความเจ็บใจ ความพยาบาท ความเศร้าโศกเสียใจเพราะไปนึกถึงเรื่องราวในอดีต ก็จะไม่รบกวนใจมากเท่าไหร่
รวมถึงความวิตกกังวล ความเครียด ความหนักอกหนักใจที่เกิดจากการพะวงถึงอนาคต ก็จะไม่มาบีบคั้นใจเราเท่าไหร่ เมื่อถึงเวลาก็เผชิญหน้ากับมันได้ด้วยใจที่สงบ
.
ให้เราใช้วันอาทิตย์นี้ เพื่อการพักกายและพักใจ
แม้จะมีสิ่งที่ต้องทำก็ทำอย่างมีสติ ไม่ต้องเร่งรีบ ทำทีละอย่าง และใช้โอกาสนี้ฝึกใจให้เอากายเป็นบ้าน
หากมีกิจต้องไปข้างนอก ก็ให้ทำด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว จะไปเยี่ยมเพื่อน จะไปหาพ่อแม่ จะพูดคุย ก็ทำอย่างมีสติด้วยความรู้สึกตัว เผลอบ้างหลงบ้างไม่เป็นไร
เช้านี้อาตมาก็สนทนาแต่เพียงเท่านี้ก่อน
ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม














