ตอบคำถามข้อสงสัยจากการปฏิบัติ
1) เวลาเผลอไปคิดเรื่องอื่น แล้วกลับมาได้ยินเสียงคำบรรยาย เราจะหยุดคิดเรื่องอื่น แล้วหันมาคิดตามเนื้อหาที่ได้ฟัง อย่างนี้ใช่ความรู้สึกตัวไหม
ตอนที่คิดเรื่องอื่นแล้วก็รู้ว่าเผลอ ระลึกได้ว่ากำลังฟังคำบรรยายอยู่ อันนี้คือสติ
แล้วเมื่อใจกลับมาฟังเสียงคำบรรยาย ก็จะเกิดภาวะรู้ตัวขึ้น
แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราฟังคำบรรยายแบบไหน เช่น บางทีฟังจนกระทั่งจดจ่อถึงขั้นลืมเนื้อลืมตัวไปเลย อันนี้ก็ไม่ใช่ความรู้สึกตัวแล้ว เหมือนบางคนฟังเพลงจนกระทั่งตัวหรือจิตใจมันกลืนไปกับเพลงเลย เรียกว่าไม่รู้สึกตัว
ฟังคำบรรยายก็เหมือนกัน ถ้าเราฟังตามไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็รู้ว่ากำลังนั่งอยู่ กำลังนั่งฟัง อันนี้เรียกว่ารู้สึกตัว
แต่ถ้าฟังแล้วไปสะดุดกับคำบรรยายเมื่อนาทีที่แล้ว เมื่อ 5-6 ประโยคที่แล้ว ไปติดไปวนอยู่กับตรงนั้น อย่างนี้เรียกว่าไม่รู้สึกตัว ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน
ฉะนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าเราฟังเสียงบรรยายด้วยความรู้สึกแบบไหน ถ้าฟังไปด้วยใจผ่อนคลาย สบายๆ ตามไปเรื่อยๆ ก็จะมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ถ้าไปจดจ่อจดจ้องกับคำบรรยาย บางทีก็ลืมเนื้อลืมตัวได้เหมือนกัน
ใหม่ๆ อาจยังแยกไม่ชัดว่าฟังคำบรรยายแบบไหนที่เรียกว่ารู้ตัว กับไม่รู้ตัว แต่ต่อไปจะค่อยๆ สังเกตความแตกต่างได้
.
2) ฟังคำบรรยายเพียงไม่กี่นาที ใจก็เผลอไปคิดเรื่องอื่นอีกแล้ว เราควรทำอย่างไรให้ใจเป็นสมาธิ
ก็ต้องมีสติให้มากขึ้น สติจะช่วยดึงจิตที่ไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไปอยู่กับอดีตบ้าง ไหลไปอนาคตบ้าง ให้กลับมา
หากสติเราไม่มีกำลัง ไม่รวดเร็วปราดเปรียวเพียงพอ มันจะมีสมาธิยาก เพราะหน้าที่หนึ่งของสติ คือ เครื่องผูกจิตไว้กับอารมณ์
อารมณ์ในที่นี้อาจหมายถึง การฟังคำบรรยาย หรือกำลังทำงานอยู่
สติจะช่วยผูกจิตไว้กับเสียงบรรยาย หรือเป็นสิ่งที่ช่วยกำกับจิต ให้ตามรู้คำบรรยายได้อย่างต่อเนื่อง และตรงนั้นเราจึงจะเกิดสมาธิ
ได้เคยอธิบายไปแล้วว่า สติเหมือนเชือกที่ผูกวัวเอาไว้
วัวเนี่ยปกติมันก็เดินเพ่นพ่านไปเรื่อย ถ้าเราต้องการให้วัวมันอยู่กับที่ ก็ต้องผูกไว้กับหลัก
เมื่อวัวถูกผูกไว้กับหลัก ทีแรกมันจะเดินวนรอบหลัก แต่สักพักมันก็จะนิ่ง
วัวเปรียบเหมือนจิต เชือกเหมือนกับสติ หลักเหมือนกับอารมณ์ที่เรากำลังให้ความสนใจหรือรับรู้ เช่น เสียง ภาพ หนังสือที่กำลังอ่าน งานที่กำลังทำ หรือคำบรรยายที่กำลังติดตามอยู่
การฝึกสติให้มีมากขึ้น อย่างที่แนะนำมาตั้งแต่วันแรกๆ คือ ‘ทำอะไรด้วยใจเต็มร้อย ทำอะไรทำก็ทีละอย่าง’
ที่ผ่านมาเรามักสร้างนิสัยทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทำไปคิดไป กินข้าวไปคิดไป อาบน้ำไปคิดไป ฯลฯ เมื่อเราสร้างสมนิสัยแบบนี้มาเยอะๆ เวลาได้ฟังคำบรรยาย โดยเฉพาะคำบรรยายที่ไม่ค่อยน่าสนใจ จิตจะหลุดออกไปสู่เรื่องอื่นได้ง่าย จนกว่าจะมีสติเรียกจิตกลับมา
พยายามสร้างสติ ฝึกสติให้ไวขึ้น ด้วยการทำทีละอย่าง คือ ทำอะไรก็ทำด้วยใจเต็มร้อย ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สติเราจะไว้ขึ้น
โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้ทำเพียงฝึกให้มีความรู้สึกตัวในชีวิตจำวัน แต่เรามีการฝึกสติในรูปแบบด้วย ซึ่งก็มีหลายวิธี เช่น บางแห่งเขาก็จัดเป็นคอร์ส หรือเราทำเองที่บ้านก็ได้ วันละ 5-10 นาที สติเราจะไว และสามารถจดจ่อมีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเรื่องที่สนุกสนาน หรือเฉยๆ หรือน่าเบื่อก็ตาม
.
3) เวลาจะทำอะไร เราก็รู้และตั้งใจว่าจะทำ แต่พอถึงเวลาที่ทำ จิตก็ไปคิดเรื่องอื่น แบบนี้เราควรทำอย่างไร
ก็ต้องฝึกสติให้มากขึ้น รวมทั้งอาจมีตัวช่วยที่คอยเตือนสติ เช่น เดี๋ยวนี้เขามีระฆังแห่งสติเป็น Application หรือโปรแกรมให้โหลดเข้าไปในโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ จากนั้นก็ตั้งเวลาให้มันดังทุก 3 หรือ 5 นาที เป็นต้น
อันนี้ก็เป็นตัวช่วยให้มีสติ ช่วยมาเตือนเวลาใจลอย ให้เรากลับมาอยู่กับปัจจุบัน
.
4) ขอคำแนะนำเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ในการปฏิบัติให้เกิดความรู้สึกตัว
ผู้ป่วยอัลไซเมอร์นี่ จะให้เกิดความรู้สึกตัวจากการปฏิบัติอาจจะยากสักหน่อยนะ
สิ่งที่ช่วยเขาได้ คือ การสร้างบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เขาสงบ ถ้าเขาชอบเสียงเพลงก็เปิดเพลงให้เขาฟัง ถ้าเขาเคยฟังเทปธรรมะก็เปิดคำบรรยายธรรมะให้เขาฟัง
ที่สำคัญคือเราซึ่งเป็นผู้ดูแล ก็ต้องมีอารมณ์เย็น มีจิตเมตตา พยายามใช้ความเยือกเย็นช่วยกล่อมเกลาจิตของเขา
เป็นการยากเหมือนกันนะ เท่าที่อาตมาเคยมีประสบการณ์นี้ ที่จะทำให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีความรู้สึกตัว
แต่ถ้าอาการนั้นเพิ่งเริ่มเป็นใหม่ๆ ก็ยังพอทำได้ เช่น ให้เขามีสติกับการกำมือแล้วแบ หรือมีสติกับการทำอะไรที่มันง่ายๆ อย่างในกรณีคนธรรมดาทั่วไปก็คือ การถักโครเชต์ วาดรูป จัดดอกไม้ ทำสวน ฯลฯ
แต่ก็ไม่ทราบว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่ผู้ถามพูดถึงนั้น ป่วยระดับไหน ถ้าป่วยหนักๆ ตัวอย่างที่แนะนำมาก็คงทำได้ยาก
.
5) อยากขอวิธีการง่ายๆ เพื่อสอนเด็ก (อายุ 5-8 ปี) เรื่องการฝึกสติ
สิ่งหนึ่งที่จะสอนเด็กวัยนี้ได้ คือ ให้เขากลับมาสังเกตอารมณ์ของตัวเอง วิธีนี้ทำได้แม้กระทั่งเด็กอนุบาล อย่างที่โรงเรียนจิตตเมตต์ เวลาผู้ปกครองมาส่งลูก เด็กเล็กๆ บางคนก็งอแง บางคนก็ดีใจ บางคนก็เศร้า
ครูก็จะให้เด็กหยิบการ์ดรูปตัวการ์ตูน (emoji / emoticon) ที่สะท้อนความรู้สึกของตัวในเวลานั้น เช่น ดีใจที่ได้พบเพื่อน กำลังเสียใจที่จากพ่อแม่ไป หรือกำลังหัวเสียเพราะมีปากเสียงกับพ่อแม่บนรถก่อนที่จะมาถึงโรงเรียน ฯลฯ แล้วเด็กก็จะเลือกการ์ดที่สะท้อนอารมณ์ของเขาได้ดีที่สุด
วิธีนี้เป็นการช่วยสอนเด็กให้หันมาดูอารมณ์ รู้จักอารมณ์ของตัว ยังไม่ต้องทำอะไรกับอารมณ์นั้น แค่รับรู้ว่าอารมณ์ขณะนี้เป็นอย่างไร
พระอาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ ท่านก็มีวิธีโดยใช้เกมที่เรียกว่า ‘เกมจับผี’ คือ ผีโลภ ผีโกรธ ผีหลง
เช่น เด็กบางคนวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ พอไปถึงห้องน้ำก็จำไม่ได้แล้วว่าเข้าไปทำไม ตัวเองก็ไม่ได้ปวดท้องเสียหน่อย ลืมไปว่าตอนแรกตั้งใจจะล้างหน้า อย่างนี้เรียกว่าเจอ ‘ผีหลง’
บางคนทะเลาะกับน้องหรือทะเลาะกับพี่เลี้ยง ก็รู้ตัวขึ้นมาว่า ‘ผีโกรธ’ มันเกิดขึ้นแล้ว ก็มาเล่ามารายงานให้พระอาจารย์ประสงค์ฟัง ท่านก็จะมีรางวัลให้กับคนที่จับผีตัวใดตัวหนึ่งได้
ตอนหลังไม่ต้องใช้รางวัลแล้ว พี่น้องเขาก็จะไล่จับผีกันเอง บางทีน้องก็บอกว่าตอนนี้พี่เป็น ‘ผีโกรธ’ แล้วนะ หรือพี่ก็บอกว่าตอนนี้น้องเป็น ‘ผีหลง’ แล้วนะ วิธีง่ายๆ แบบนี้ก็ทำให้เด็กมีความสนุกในการกลับมาตามรู้อารมณ์
อย่าเพิ่งไปสอนสมาธิว่า จะต้องมีใจจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งนานๆ แค่ให้เขากลับมารู้ทันใจของตัว อันนี้ก็ช่วยได้เยอะแล้ว
.
6) เวลาที่เราพูดคุย หรือได้ยินเรื่องที่คนอื่นกำลังคุยกัน มันทำให้จิดฟุ้งซ่าน แบบนี้ควรทำอย่างไรดี
เสียงพูดคุยของคน มันไม่ทำให้จิตฟุ้งซ่านหรอก
แต่ที่ฟุ้งซ่านเพราะใจไม่ชอบเสียงพูดคุย
พอใจไม่ชอบเสียงพูดคุย เพราะเราเห็นว่าในบรรยากาศแบบนี้ ในเวลาแบบนี้ควรจะสงบ
ไอ้ความรู้สึกว่าเขาทำไม่ถูก ผิดกาลเทศะ มันทำให้เกิดความไม่พอใจ เกิดความหงุดหงิด
ตรงนี้ที่ทำให้จิตฟุ้งซ่าน
ให้กลับมาดูที่ใจของตัว ไม่ใช่ไปดูที่ข้างนอก
เขาจะคุยกันก็เป็นเรื่องของเขา แต่ให้เรามาดูใจของเรา แล้วทำใจของเราให้ถูกต้อง นั่นคือต้องมีสติ เพื่อเราจะได้รู้ทันความคิดและอารมณ์ แล้วให้ใจมันรู้สึกเป็นกลางกับเสียงที่มากระทบหู
อันนี้ก็เป็นเรื่องของการฝึกสติ
#ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม










