New Post has been published on http://www.x10biz.com/%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%b0-%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a-readery%e0%b8%a3%e0%b9%89/
เจาะ "โมเดลธุรกิจ" กับ "Readery"ร้านหนังสือออนไลน์อินดี้ นาทีนี้โตไม่หยุด
รี้ดเดอรี่ (Readery) ร้านหนังสือออนไลน์ที่กำลังถูกจ้องมองถึงการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ก่อตั้งโดย “เน็ต-นัฏฐกร ปาระชัย” กราฟฟิกดีไซน์เนอร์-นักออกแบบเว็บไซต์ และ “โจ วรรณพิณ” นักเขียนบท-กำกับหนังโฆษณา จากจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชนคนรักหนังสือบนโลกออนไลน์ มาสู่จังหวะการเกิดขึ้นของโซเชียล เน็ตเวิร์ก รี้ดเดอรี่จึงเป็นรูปเป็นร่าง กลายเป็นอีกเพจเฟซบุ๊คและเว็บไซต์ ที่คนรักการอ่านและสนใจหนังสือแอบส่อง ไม่ใช่แค่เพราะจะซื้อหนังสืออย่างเดียว แต่คอนเทนต์และความเคลื่อนไหวบนเพจเฟซบุ๊คนั้นแพรวพราวน่าสนใจ
แบบคนโฆษณามาขายหนังสือออนไลน์อย่างคลิปวิดีโอของรี้ดเดอรี่ที่ปรากฎมาในโซเชียลมีเดีย
“เราทำงานโฆษณามา เรามีเวลาที่จะพูดทุกสิ่งอย่างใน 30 วินาที เราถูกฝึกมาแบบนี้อยู่แล้ว”…โจ วรรณพิณ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเอ่ย
นี่ยังไม่นับรวมถึงเสียงกล่าวขานถึงแพคเกจจิ้งของรี้ดเดอรี่ที่คนอ่านชื่นชมทั้งรูปลักษณ์ของกล่องจัดส่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจยอมเพิ่มต้นทุนเพื่อกล่องที่หนาขึ้นในการรักษารูปเล่มหนังสือ
จากการเป็นร้านหนังสือออนไลน์เน้นแนวหนังสือ กลุ่มวรรณกรรม นิยาย แปลงานคลาสสิก จากนี้คือการขยายขอบเขตของธุรกิจหนังสือไปสู่หนังสือหลากประเภทเพื่อขยายตลาดคนอ่านที่เพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่หมายตาแต่ฟังแล้วท้าทายคือ“กลุ่มที่ไม่นิยมอ่านหนังสือ”
โจทย์ที่รี้ดเดอรี่ตั้งไว้ แต่ยังไม่ได้แตะต้องคือ จะทำอย่างไรให้คนกลุ่มที่ว่าหยิบหนังสือไปอ่านสักเล่มให้ได้
เน็ต-นัฏฐกร (ซ้าย) โจ-วรรณพิณ (ขวา)
ผู้ก่อตั้งรี้ดเดอรี่ทั้งสองยอมรับว่า ปีที่ 3 คือจุดเปลี่ยนหลายอย่างของธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์ จากการเริ่มต้นด้วยความรักและทำธุรกิจนี้ในสเกลเล็ก และอยู่ในเซ็กเมนต์ที่อาจมีคู่แข่งไม่มาก กระทั่งเมื่อธุรกิจขยายจนเป็นที่รู้จักใน 2 ปี แรก ดังนั้นโจทย์ที่ท้าทายคือ ในปีที่ 3 จะขยายตลาดฐานลูกค้าต่อไปอย่างไร
โดยกลยุทธ์ที่ รี้ดเดอรี่ ใช้ตั้งแต่ต้นปีมานี้คือทำโปรเจ็กต์ร่วมกับกลุ่ม “วรรณกรรมไม่จำกัด” เป็นการรวมตัวของคนทำสำนักพิมพ์ที่ทำงานระดมทุนพิมพ์ วรรณกรรมเล่มที่ไม่มีใครพิมพ์ โปรเจ็กต์นี้รี้ดเดอรี่เข้ามาทำเรื่องธุรกรรมและการจัดส่งทั้งหมดให้ และทำให้คนรู้จักและสนใจเป็นวงกว้างมากขึ้น เช่นการหยิบวรรณกรรมคลาสสิกอย่างโมบีดิก ขึ้นมาทำในโปรเจ็กต์นี้
ย้อนไป ถึงเส้นทางธุรกิจรี้ดเดอรี่ที่เติบโตมีนัยยะสำคัญตั้งแต่เปิดร้านบนเฟซบุ๊ค ขนานไปกับใช้แอพพลิเคชั่น “เบนโตะ” เป็นแอพฯที่มาติดหน้าเฟซบุ๊ค เพื่อเป็นร้านขายของออนไลน์ โดยให้ลูกค้าคลิกซื้อหนังสือผ่านแอพฯนี้
น่าสนใจว่า กระบวนการที่ว่ามานี้ ทางร้านมีหนังสือขายแค่ 2 ปก แต่เมื่อมีคนซื้อหนังสือจริงๆ จึงเริ่มมองว่าจะทำร้านหนังสือออนไลน์แบบสเกลเล็กๆ จากนั้นเริ่มติดต่อสำนักพิมพ์อื่นๆ เพื่อเพิ่มหนังสือมาขาย โดยเริ่มจากสำนักพิมพ์ที่รู้จักผ่านการอ่าน ไม่ได้รู้จักคนทำสำนักพิมพ์เลย เหมือนเป็นการเริ่มต้นจากรสนิยมการอ่าน
เน็ต นัฏฐกร อธิบายถึงต้นทุนทางธุรกิจร้านหนังสืออนไลน์คล้ายกับร้านหนังสือจริงๆต่างกันที่ช่องทางจำหน่ายและการสื่อสารผ่านออนไลน์
“ถ้าต้นทุนของร้านหนังสือจริงมีการจ่ายค่าเช่าร้าน เราก็มีเรื่องต้นทุนของการสต๊อก ที่เพิ่มมาคือค่าบริหารจัดการต่างๆ ธุรกิจเราน่าจะเทียบเคียงธุรกิจออนไลน์แบบอีคอมเมิร์ซอื่นๆ ซึ่งสัดส่วนต้นทุนหลักๆ ของธุรกิจเราส่วนใหญ่เป็นต้นทุนการจัดการแบ่งได้ตามสัดส่วนมากไปน้อย 4 ส่วนคือ
1.ส่วนไอทีและงานแบ็คออฟฟิศ ได้แก่ งานส่งออเดอร์ งานแพ็คกิ้ง ค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต 2.ค่าบริหารสต๊อกและพนักงานดูแลสต๊อก 3.ค่าทำเว็บ เช่าพื้นที่เว็บ และดูแลเว็บ 4. ค่าแพ็คเกจจิ้ง มาถึงตอนนี้เราดีลกับคู่ค้าธุรกิจทั้งสายส่ง สำนักพิมพ์ใหญ่และเล็ก คนทำหนังสือทำมือ หรือกระทั่งนักเขียนที่พิมพ์หนังสือแบบออนดีมานด์ จำนวนทั้งหมด 80-90 คู่ค้า และต้นทุนหนังสือก็มาแตกต่างหลากหลายกันมาก ไม่เหมือนกันเลย”เขาอธิบาย
โจทย์ปีแรกๆในการทำการตลาดที่เราพยายามทำให้ได้ตีให้แตกคือทำให้คนอ่านรู้สึกว่าได้อารมณ์ของการเดินเข้าร้านหนังสือจริงๆหาวิธีมาเล่ามาพูดเรื่องต่างๆให้คนอ่านผ่านเพจที่จริงการขายหนังสือก็มีข้อได้เปรียบอยู่แล้วเพราะมันเป็นของที่สร้างอารมณ์ความรู้สึกได้อยู่ที่วิธีที่เรานำเสนอ ในด้านการตลาด อารมณ์ก็ถูกนำมาใช้เยอะ พิจารณาว่าช่วงนี้อารมณ์คนเป็นยังไง แนะนำให้เขาอ่านอะไรดี
อีกประเด็นที่เราจับมาทำและสังเกตเห็นคือ ประเทศไทยมีการพูดถึงเรื่องหนังสือมากๆ แค่สองครั้งต่อปีเท่านั้นคือ งานสัปดาห์หนังสือฯ เดือนมีนาคม กับงานมหกรรมหนังสือเดือนตุลาคม เราหยิบอารมณ์ความ รู้สึกของการมีหนังสือออกใหม่และตื่นเต้นว่ามีหนังสือลดที่นั่นที่นี่มา ทำให้เกิดขึ้นตลอดปีเอาความคึกคักของการโปรโมตหนังสือมาขยายต่อให้ครอบคลุม เพื่อสร้างโอกาสที่จะพูดถึงหนังสือ ได้ตลอดปี ไม่ต้องรอเฉพาะช่วงสัปดาห์หนังสือ ซึ่งมันได้ผล
กลยุทธ์หนึ่งที่อาจเรียกว่าไม่ใช่กลยุทธ์ แต่เกิดจากความ รักความใส่ใจในธุรกิจ ปีที่สามของรีดเดอรี่ คือการเพิ่มทีมงานที่มีความรู้ความสนใจเฉพาะทางในเรื่อง “การอ่าน”
“สำคัญมากเพราะเราต้องเอาคนคนนั้นมาตอบคำถามต้องเป็นคนรักหนังสืออ่านหนังสือ การได้คนมาคุยเรื่องหนังสือในทีมมันก็ทำให้บรรยากาศมันฟุ้งเรื่องหนังสือ เพราะเราไม่ได้เลือกคนที่มาห่อของอย่างเดียว โชคดีว่าคนที่ได้มามีไอเดียมากมายเราก็เอาความครีเอทีฟของคนที่ทำงานด้วยมาใช้ด้วย” โจ วรรณพิณ ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนกล่าวเสริม
วันนี้ฐานลูกค้าของรี้ดเดอรี่มีอยู่ทั่วประเทศด้วยความที่เป็นร้านหนังสือออนไลน์จึงมีข้อได้เปรียบทะลุข้อจำกัดร้านหนังสือแบบดั้งเดิมซึ่งโจมองว่า ธุรกิจร้านหนังสือออนไลน์ คือหนึ่งในภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ธุรกิจในโลกออฟไลน์ กับ ธุรกิจในโลกออนไลน์ ไม่ได้อยู่กันคนละโลกอีกต่อไป
โจทย์อันท้าทายของการทำธุรกิจในปีที่ 3 ดังได้เกริ่นไว้ว่า ต้องการเขยิบไปหาฐานคนอ่าน “กลุ่มไม่ซื้อหนังสือ” รี้ดเดอรี่ ยังมองในแง่ดีว่า ยังมีหนังสือที่ไปไม่ถึงคนอ่านอีกมาก และวิธีการนั้นคือ “การสื่อสาร” และ “บอก” กับผู้คนให้ได้ว่า ทำไมจึงอยากแนะนำหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้
“เรามีหน้าที่บอกให้คนอ่านรู้ว่าหนังสือเล่มนี้มันดีมันเจ๋งยังไงเคยมั้ยไปร้านหนังสือแล้วไปยืนงงว่าเฮ้ยไม่รู้จะซื้อหนังสืออะไรทั้งที่มีเงินในกระเป๋า จุดตรงนี้แหละ ที่เราพูดไม่ได้เลยว่าหนังสือขายไม่ได้ แต่เรายังไม่ได้ขายมันเลยต่างหาก เรามองว่า คนอ่านกับหนังสือยังไม่ได้เจอกัน คนอ่านบางคนไม่รู้ว่าหนังสือประเภทที่ตัวเองชอบอ่านตีพิมพ์ออกมาแล้ว ถ้ารู้ เขาก็ต้องซื้อแน่ แต่เขาไม่รู้ สำหรับคนทำโฆษณา โจทย์คือทำยังไงให้คนอ่านกับหนังสือเจอกัน”
ฟาก “เน็ต” เสริมว่า รูปแบบจึงเป็นการ สร้าง “บทสนทนาที่ไม่มีวันจบ” เปิดบทสนทนาเกี่ยวกับหนังสือได้หลายแบบ แตกประเด็นออกไปเรื่อยๆ
เป็นเช่นนี้ ทำให้กลยุทธ์ในปี 3 ของร้านหนังสือออนไลน์แห่งนี้ ขับเน้นไปที่การ “สร้างคอนเทนต์” ผ่านโซเชียลมีเดีย ที่ตั้งใจว่า อาจมีตั้งแต่ Youtube Channel ของรี้ดเดอรี่ มีงานอีเวนท์ และในส่วนของสำนักงานเอง ก็สร้างการสื่อสารผ่าน “รี้ดเดอรี่ คาเฟ่” ที่จะเป็นทั้งรูปแบบ “โคเวิร์กกิ้งสเปซ” และ “ร้านกาแฟ” เปิดให้คนเข้ามาใช้พื้นที่ได้ด้วย
รูปธรรมแรกที่เราจะได้เห็นคือ การใช้พื้นที่ของสำนักงานรี้ดเดอรี่ เป็นพื้นที่ถ่ายรายการ “ร้านหนังสือเที่ยงคืน” ที่จะมีทุกเที่ยงคืนวันศุกร์ เป็นไลฟ์โชว์ของรี้ดเดอรี่ที่จะเสนอผ่านเพจและมีคนมานั่งคุยเรื่องหนังสือกัน
วันนี้ตลาดคนอ่านรีี้ดเดอรี่ยังเป็นฐานคนอ่านในประเทศเป็นหลัก ขณะที่มีบ้างที่คนไทยในต่างแดน อินบ๊อกซ์ในหน้าเพจสั่งหนังสือข้ามประเทศ แต่การบริหารจัดการตรงนี้ยังไม่ได้จริงจัง และยังเป็นสัดส่วนไม่มาก แต่ในอนาคตช่องทางน่าจะขยายขึ้น เพราะระบบอีคอมเมิร์ซกำลังเข้ามาในไทย มีร้านค้าออนไลน์เจ้าใหญ่ๆเข้ามา ซึ่งการทำธุรกรรมออนไลน์จะดีและง่ายขึ้น
“เราโตพร้อมธุรกิจออนไลน์ที่เป็นภาพรวมทั้งหมดเลยนะเราโตพร้อมการช้อปปิ้งออนไลน์ที่มีเจ้าใหญ่ๆอย่างเช่นลาซาด้าและที่เราโตได้อีกปัจจัยคือต้องมองในแง่ที่เราทำการโปรโททหนังสือด้วยเราดีลตรงกับสำนักพิมพ์ทำให้มีข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นมานำเสนอ เช่น ข้อมูลคนแปล ต้นฉบับ ใครออกแบบปก และสำนักพิมพ์ก็ยินดีให้ข้อมูลเรา เพราะเขาไม่ได้อยากขายของ บางทีเขาก็มีความสุขแค่ทำหนังสือ เหมือนรี้ดเดอรี่เข้ามาถูกช่องทางและถูกจังหวะเวลาด้วย”เน็ตให้มุมมอง
“เราต้องตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีให้ทันมันเปลี่ยนเร็วมาก วันนึงเราตื่นขึ้นมาเห็นเว็บเว็บนึง เราก็รู้สึกว่าทำไมเว็บเรามันเชยจังแต่เป็นข้อได้เปรียบที่เราทำเองได้ ไม่ต้องจ้างคนมาปรับหน้าเว็บ ถ้าจะทำธุรกิจออนไลน์ต้องทันเพราะมันเปลี่ยนทุกวัน”
มองบวกสวยๆอย่างเดียวไม่ได้ ทำร้านหนังสือออนไลน์ก็มี “เรื่องยุ่งๆ” เป็นอุปสรรค
เน็ต อธิบายให้เห็นภาพว่า ธุรกิจเมื่อเข้าสู่ปีที่ 2 หนังสือในระบบยังไม่ถึง 1,000 เล่ม แต่พอเข้าปีที่ 3 เรามีหนังสือกว่า 4,000 ปก จำนวนหนังสือเยอะการจัดการเยอะขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องมาเรียนรู้ เรามองว่าสต็อกเราโตแน่แต่จะทำอย่างไรต่อ มันเป็นเรื่องพื้นที่จริงๆ หนังสือมาหนึ่งเล่มก็ต้องหาที่ให้อยู่ วิธีหนึ่งคือ ดูการจัดการสต็อกของร้านดังอย่าง อะเมซอนว่าร้านออนไลน์บริหารจัดการสต็อกอย่างไร โดยหาคลิปดูแล้วปรับระบบใหญ่มาใช้กับระบบของรี้ดเดอรี่
บรรยากาศสต๊อกหนังสือในสำนักงานรี้ดเดอรี่
ไม่ว่าใครจะมองว่า ร้านหนังสือแบบดั้งเดิมที่เข้าไปยืนอ่าน ยืนเลือก จ่ายเงิน ใส่ถุง ถือกลับบ้านยังคงเป็นเสน่ห์อันน่าหลงใหล แต่ผู้ก่อตั้ง ร้านหนังสือออนไลน์แห่งนี้เชื่อว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กสามารถสร้างพฤติกรรมหรือวัฒนธรรมใหม่ในการเสพหนังสือออนไลน์ที่ง่ายมากขึ้นผ่านเทคโนโลยี
ร้านหนังสือจึงไม่มีคำจำกัดความออฟไลน์หรือออนไลน์แต่มาสู่คำถามที่ว่า“รี้ดเดอรี่เป็นร้านหนังสือของคุณไหม?ถ้าคุณอยู่แม่ฮ่องสอน”เน็ตกล่าวสรุป
source: prachachat.net/news_detail.php?newsid=1457696809