[10] Life Experience : มหรสพที่ 2 ของปีนี้กับ Fara Talk ตอน WHAT’S IN A NAME
นี่ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ของตัวเองอีกครั้ง หลังจากซื้อบัตรไปดูละครเวทีที่ ม.กรุงเทพ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองไปนั่งดู Talk Show แบบสด ๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นมหรสพที่ 2 ของปี 2568 ที่ได้ไปรับชม และเปิดประสบการณ์ให้กับตัวเองอีกครั้ง
จริง ๆ ก็อยากจะเขียนบันทึกเอาไว้ตั้งแต่ไปดูเสร็จใหม่ ๆ แต่มันก็มีเรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาก่อน จนกระทั่งวันเวลาผ่านไปเกือบ 2 เดือน ตอนนี้มีเวลากลับมานั่งเขียนถึงงานนี้ ฮ่า ๆ จะว่าไป Talk Show นี้เป็นงานแรกเลยนะที่ได้ไปดูแบบสด และแน่นอนว่าฉันไปนั่งดูคนเดียวในโซน A ที่บัตรราคา 3,500 บาทด้วย !!! (หากเทียบกับมหรสพแรกแรกคือแพงกว่าเดิมแบบเยอะมาก ๆ เลย)
ต้องบอกว่างานนี้เป็นงานที่เปิดประสบการณ์ให้เราตั้งแต่เรื่องการจองบัตรเลย เพราะเป็นครั้งแรกที่จองบัตรผ่าน Thaiticket Major ด้วยตัวเองจริง ๆ ทำให้เราได้กระจ่างแจ้งและเข้าใจถึงผู้คนที่โอดครวญเรื่องความยากในการกดบัตรต่าง ๆ เลยจริง ๆ ให้ตายเถอะ บอกตรงนี้เลยว่าเข้าใจแล้วว่าที่ใครหลายคนบอกว่าต้องลุ้นกดบัตรอารมณ์มันเป็นยังไง !!!
คืออีตอนรอเว็บโหลดนี่ใจจะขาดมาก ๆ กลัวไม่ทัน พอเข้าได้อะไรได้ อีตอนเลือกที่นั่งนี่ก็คือกดแข่งแบบสุด ๆ เพราะกดไปตรงไหนก็เต็ม และพอกดได้ในใจคือ “ดีดดิ้น ตะโกนโห่ร้องแบบดังสุด ๆ” แต่ภายนอกต้องนิ่งไว้เพราะไม่อยู่คนเดียวในที่ส่วนตัวอะนะ พอกดได้ชำระเงินสามพันกว่าบาทรวมส่ง เพราะขี้เกียจไปรับบัตรเองก็คือดีใจมาก แต่ก็ต้องลุ้นว่าจะมีงานแทรกไหม โชคดีที่เคลียร์งานต่าง ๆ ออกไปได้ ฮ่า ๆ
เราเลือกจองตั๋วรอบบ่ายวันสุดท้าย คือวันที่ 18 พฤษภาคม 2568 รอบ 14.00 น. เพราะเราว่างวันนั้นแค่วันเดียว และล็อกวันนั้นทั้งวันเพื่องานนี้โดยเฉพาะ เมื่อถึงเวลาทางเพจก็แจ้งว่าให้ไปล่วงหน้า ไอเราก็เป็นเด็กดีเดินทางถึง SIAM PARAGON ตั้งแต่ 12.00 น. คือ เที่ยงตรงเป๊ะถึง PARAGON เลย ฮ่า ๆ
พอมาถึงก็เดินขึ้นไปชั้นสี่ยื่นบัตรและรับของใด ๆ โชคดีตอนไปคนไม่เยอะมากเลยมีโอกาสถ่ายนั่นถ่ายนี่เยอะอยู่นะ (แต่ขี้เกียจลงเยอะอะ เอาทีละรูปไปก่อนนะ ฮ่า ๆ) เป็นงานที่มีของแจกแน่นมากตั้งแต่ยังไม่เข้างานเลยจริง ๆ เพราะกระแสและความเป็นงานคุณแดงอะเน้อะ ดี๊ดี
พอเข้ามาในงานก็มีบูทขายของจาก Farose Studio และบูทถ่ายรูปของลูกค้าเจ้าต่าง ๆ และพอดีตอนเดินเข้าไปมาคนต่อแถวถ่ายรูปกับพี่ตั้ม ดาราหลักท่านหนึ่งอยู่เลยไปยืนขอถ่ายรูปด้วยเลย จริง ๆ เจอเจ๊ป้องด้วยแต่ขอถ่ายรูปไม่ทันเศร้า !!!
แม้เราจะไปตอนเที่ยง แต่พอเข้ามาในงานจริง ๆ ก็รู้สึกว่าคนเริ่มเยอะประมาณหนึ่งแล้วอะนะ แต่ที่ตกใจกว่าคือในงานก่อนเข้า Hall ยังมีของแจงอีกทั้งขนมและโยเกิร์ตพร้อมดื่ม งงมาก ของแจกแน่นไปไหนเนี่ยงานนี้ และเป็นลูกค้าที่น่ารักของ Farose Studio ทั้งนั้นเลย
แม้ทางจะแคบไปหน่อย เพราะบูททั้งหลายมันอออยู่ข้างหน้าตรงนั้น มันกระจายไปที่อื่นได้ไม่มาก แต่มันกลายเป็นความแคบที่พอเหมาะอะนะ (แต่ไม่รู้ว่าถ้าเราสักบ่ายโมงจะเป็นยังไงเหมือนกันนะ เพราะคนน่าจะเข้ามาเรื่อย ๆ และทางที่คิดว่าพอเหมาะอาจจะไม่พอแล้วก็ได้)
จากด้านนอกสู่ภายใน Hall พอดีอย่างที่บอกเราเข้ามาเป็นกลุ่มแรก ๆ ตอนเข้ามาไฟ Hall ยังเปิดอยู่มองเห็นบรรยากาศครั้งแรกก็ตื่นตาตื่นใจระดับหนึ่งแล้ว ทั้งเรื่องของบรรยากาศและการตกแต่งต่าง ๆ นานา และที่สำคัญใน Hall ก็ยังมีของแจกเป็นผ้าห่มให้อีก !!! เอาสิ !!! 3500 ไม่แพงจริง ๆ หวะ และผ้าห่มมีทุกที่นั่งด้วยนะจ๊ะจะบอก ไม่ใช่ว่าได้แต่โซน A เท่านั้น !!!
เราชอบเวทีและการประดับผ้าข้างบนที่เป็นคล้ายเส้นขดนี้มาก โดยพี่ฟาเฉลยตอนขึ้น Talk ว่านี่คือสัญลักษณ์กุญแจฟา ซึ่งเมื่อปิดไฟ มันทำให้แสงสี และกุญแจฟานี้สวยงามเข้าไปอีก เป็นความประทับใจตั้งแต่การจัดพื้นที่และบรรยากาศจริง ๆ
ถึงเวลาโชว์เริ่มต้นด้วยเสียงของเจ๊ป้องและชีโห (พี่ต่อ) ดาราหลักที่มาเล่าแนะนำเรื่องมารยาทการรับชม Talk Show ครั้งนี้ก็เป็นการเล่าสไตล์ปั่น ๆ แบบ Farose Studio ก็เป็นความประทับใจเล็ก ๆ ชอบที่มีการโชว์ภาษาบาลีของชีโห แต่ไม่แปลด้วยนะ !!!
เริ่มต้นเปิดโชว์แรกได้อย่างน่าประทับจิตประทับใจคือคุณแดงและแขกรับเชิญพิเศษ (รอบของฉันคือพ่อหมี โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน) ร้องเพลงก็ความรักไม่ใช่แกงฟัก ถ้าอยากแกงฟักต้องใส่น่องเป็ด ทั้งร้องและเต้นได้ดีมาก ๆ มีซีนคู่ที่พี่ฟาเอนตัวและพ่อหมีโอบรับไว้เหมือนซีนนางเอกสะดุดและพระเอกช้อนตัวไว้ได้ด้วยแหละ ฮ่า ๆ
และเริ่มต้น WHAT’S IN A NAME ด้วยชื่อจริงของพี่ฟา และการเล่าว่า ณ เณร เป็นพยัญชนะในภาษาไทยไม่น่าจะถูกต้องเท่าไหร่ และคำที่มี ณ เณร เป็นพยัญชนะต้นเป็นคือคำประดิษฐ์ใหม่ในสมัยรัชการที่ 5 ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ว่า เพราะว่าที่ขึ้นตอนด้วย ณ เณร มีคำเดียว และ ณ เณร สวยดี !!!
และการเชื่อมโยงชื่อกรุงเทพสู่เมืองใหญ่ในอเมริกาอย่าง Los angeles และต้อนรับแขกรับแขกผู้มีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่และเสียงที่ดังกึกก้องกว่าลำโพงใด ๆ อย่างพี่แตงโมที่ขึ้นมาเล่าเรื่องราวของเธอต่อไป พี่แตงโมเล่าที่มาของชื่อของเธอที่ได้รับมา และผลการวิเคราะห์ทางโหราศาสตร์ที่เมื่อฟังเรื่องราวของเธอแล้วก็รู้สึกว่า “อื้ม… ก็เข้าเค้าพอสมควรเลยนะ ฮ่า ๆ” แต่ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องราวที่ดูแปลกประหลาดและกระท่อนกระแท่นในชีวิตของเธอกับสร้างแรงบันดาลใจให้เราได้อย่างไม่รู้ตัว
บางครั้งเราเองก็ติดอยู่ในวังวนของการที่เราพยายามที่จะเป็นในสิ่งที่เราต้องการมากเกินไป จนบางครั้งเราลืมที่จะหันกลับมามองว่าในระหว่างทางเราได้รับอะไรมาบ้าง แม้ปลายทางที่เราต้องยังมาไม่ถึง แต่เรากลับได้รับโอกาสและการพัฒนาทักษะมากมายระหว่างทาง และบางทีผลงานเล็ก ๆ ที่เราเคยทำไว้มันอาจจะทำให้เรากลายเป็นคนดังได้ด้วยไม่รู้ตัวก็ได้ ดังนั้นขอให้เราทำอย่างเต็มที่ไปเถอะ
ต่อกันด้วยเด็กฝึกงานที่เคยมาขายลูกชิ้นแต่ Feedback ดีเกินคาดจนคุณแดงต้องจัดแจงเชิญมาเป็นแขกบนเวทีสักครั้ง พี่ก็อตจิ เทยเที่ยวไทย ที่มาเล่าเรื่องราวชื่อแซ่ความเป็นจีนและความเป็นไทยที่ชื่อนั้นไม่ใช่แค่นามเรียกขาน แต่กลับเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ครอบครัว เพื่อน และประสบการณ์แห่งชีวิตที่มีร่วมกัน เป็นอีกหนึ่งพาร์ทของโชว์ที่ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่ที่เขียน ๆ แบบนี้ก็อย่าคิดว่างานนี้ต้องมีนั่งซาบซึ้งมีอะไรคม ๆ ตลอดเวลานะ งาน Fara Talk ยังเป็น Talk Show ที่พูดจาและมีมุกแบบแสบ ๆ คัน ๆ เหมือนที่เราดู ๆ กันมาตลอดนั่นแหละ แต่นี่เป็นสิ่งที่เราเก็บเกี่ยวได้ระหว่างชมการแสดงอะนะ และก่อนที่จะเบรคเวทีเพื่อที่จะเข้าสู่ช่วง Talk ในพาร์ทหลังต้องขอบคุณพี่ฟาที่แนะนำให้เราได้รู้จักกับอีกหนึ่งเพลงเพราะอย่างเพลงจีบของ Qler เป็น Remastered Version ที่เพราะมากเลย และเราก็กลับมาฟังบ่อยมาก ๆ
ครึ่งหลังถ้าจำไม่ผิดเริ่มต้นการโชว์ของพี่อรรถ พี่พงษ์ ป้าก้าว พี่จี และเข้าสู่รายการช่างเชื่อมไลฟ์ที่มาเชื่อมกันสด ๆ บนเวทีมันทำให้เห็นกระบวนการทำงานคร่าว ๆความรอบรู้ และทักษะการเชื่อมโยงของพี่ ๆ ที่มันว้าวมาก ๆ สนุกมาก ๆ ได้เห็นการเชื่อม การแถกันสด ๆ บนเวทีแบบแน่นสนุกมากเลย
อ๋อ… การนำบทกวีเรื่องชื่อของ William Shakespeare ที่แปลโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ขึ้นมาและเชื่อมไปกับ Theme งานหลักในครั้งนี้ก่อนที่จะขึ้นชื่อของทุกคนบนเวลทีปิดท้าย (เราไม่ได้ถ่ายภาพตอนนั้นมานะ ถ่ายเป็น Video สั้น ๆ ไว้แต่ขี้เกียจเอามาลงอะ ดูในช่อง Farose เอาเนอะ) เราว่ามันสวยงามและมีความหมายมาก ๆ เลยนะ
จริง ๆ มันคงมีอีกหลากเรื่องหลายราวมากเลยในงานนั้น และเราอาจจะเขียนไม่ครบหรือสลบกันไปบ้างอะไรบ้างอะนะ เราก็เขียนจากความทรงจำและความประทับใจที่ยังมีและนึกขึ้นได้เมื่อพูดถึงงานงานนี้ ถือเป็นมหรสพที่สองของปีที่ดีมาก ๆ เป็นอีกหนึ่งงานในความทรงจำที่พิเศษและดีงามงานหนึ่งเลยทีเดียว
ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันนะว่า 3,500 บาทสำหรับเราในช่วงนี้ถือว่าแพงเอาเรื่องเลยนะ แต่ก็บอกตัวเองว่า “เอาวะ… ครั้งหนึ่งได้ทำอะไรแบบนี้ก็ลองดู” เป็นการไปดู Talk Show ที่คุ้มค่าและได้อะไรมากกว่าที่คิดจริง ๆ ขอบคุณคุณแดงและทีมที่สร้างงานดี ๆ แบบนี้ขึ้นมานะฮะ
ส่วนเรื่องความมหัศจรรย์ของสปอนเซอร์สองเจ้า เราเชื่อว่ามันคนพูดถึงเชิงวิเคราะห์เจาะลึกอะไรไปหมดแล้ว เราแค่อยากพูดในมุมมองคนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรแบบสั้น ๆ ก็คือว่า... เราว่าบยุคนี้กระแสโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันแบบชิงยอดยอดเอาเป็นเอาตาย แข่งกันด้วยโปรโมชั่นเลิศ ๆ เก๋ ๆ มันก็มีอยู่นั่นแหละก็เพราะมันเป็นเรื่องการสร้างยอดขายนี่นะ แต่เรื่องการทำการตลาดแบบใครเป็นคู่แข่งฉันต้องพสดเนี่ยมันอาจจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้นะ ผมว่ายุคนี้มันเป็นยุคของการทำการตลาดแบบเพื่อนกัน มันไม่ใช่เพื่อนแบบ BFF (Best Friend Forever) อะไรแบบนั้น แต่มันบรรยากาศคล้ายงานกีฬาสีโรงเรียนมัธยมอะ ที่แข่งขันไป ตีกันไปแต่สุดท้ายก็เพื่อนกันทั้งนั้นอะ มันเป็นการตลาดแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้อยแย่งลูกค้ากันตลอดเวลาก็ได้ เราทำให้ลูกเห็นเรา รู้จักเรา และประทับใจเราดีกว่า ขณะเดียวกันกับคู่แข่งก็หยิกแกมหยอกกันไปได้ด้วย
และการที่ลูกค้าได้เห็นคุณมาสนับสนุนงานดี ๆ ที่มีประโยชน์แบบนี้ และวางความเป็นที่หนึ่งแต่มาร่วมกันได้ผมว่านี่มันทำให้ลูกค้ารู้สึกดีและพร้อมที่จะสนับสนุนพวกคุณนะ ถึงแม้วันนี้เขาจะตัวเล็กมากและไม่มีกำลังมากพอก็ตาม แต่เมื่อพวกเขามีโอกาสแบรนด์แรก ๆ ที่จะนึกถึงก็หนีไม่พ้นแบรนด์ของพวกคุณจริงไหม ? ที่เหลือก็เป็นเรื่องราคาและอื่น ๆ ที่เป็นกลยุทธ์ทั่วไปแล้ว
สรุปคือการนำแบรนด์มาปรากฏตัวในชุมชนแห่งการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในการจัดงานแบบนี้ผมว่ามันเป็นภาพลักษณ์ที่ดีและเป็นเรื่องบวกกับบริษัทนะ และมันทำให้คุณดูใจกว้าง น่ารักในสายตาลูกค้ามากยิ่งขึ้น และมันก็เป็นโอกาสที่ดีที่จะจับจองพื้นที่ในงานต่อ ๆ ไปที่โดดเด่นกว่านี้ได้ดียิ่งขึ้นด้วย อันนี้คือมุมมองส่วนตัวนะฮะ :)
บทความนี้เคยเขียนบันทึกเอาไว้ใน Medium เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานี่เอง และเราได้นำมาเขียนซ้ำอีกครั้งโดยมีการปรับปรุงและเพิ่มเติมข้อความบางส่วนให้อ่านง่ายขึ้น พร้อมกับมีการตรวจสอบเรื่องการสะกดคำอีกครั้งเหมือนกับบทความที่แล้วเลย
ซึ่งการนำบทความนี้มาลงใน Tumblr ก็เพราะมีความคิดว่าปลายปีนี้น่าจะมีการเคลียร์บทความต่าง ๆ ในบล็อกส่วนตัวเลยนำเรื่อง Life Experience มารวมกันไว้ที่นี่เพื่อให้มันเป็นที่เป็นทางและเป็นสัดเป็นส่วนมากขึ้น
แต่ความแปลกของบทความนี้คือใน Medium ภาพปกที่แสดงที่ควรเป็นภาพแรกก็ไม่ได้ขึ้นภาพนั้น และการนำมาเขียนใหม่ใน Tumblr ก็ดันเป็นบทความที่ 10 เหมือนกับใน Medium เฉยเลย !!! สงสัยอยากอยู่ในนี้มากกว่า ฮ่า ๆ
ยังไงก็ย้าย ๆ มาไว้ก่อนละกันนะ :)