【SF】Exactly the same
Title : [ exactly the same ]
Pair : ふマリ
Author :#เฟินสายกาว
⚠️ fictionนี้เป็นเพียงสิ่งที่เขียนขึ้นเท่านั้น กรุณาใช้วิจารณญาณในการอ่าน ⚠️
กองภาพเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นเป็นภาพที่รวบรวมมาตั้งแต่พวกเขาเริ่มเดบิวท์จนกระทั่งภาพที่เพิ่งจะถ่ายเมื่อเร็วๆ นี้ นับเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับการถ่ายงานกับนิตยสารที่ทางช่างภาพจะเตรียม documentaries พวกนี้เอาไว้เป็น reference ทั้งสำหรับการถ่ายภาพและการสัมภาษณ์ในวันนี้
เสียงของมัตสึชิม่ากับนากาจิม่าที่ชี้ชวนกันให้ดูภาพเก่าๆ พวกนั้นดังขึ้นอยู่เนืองๆ ในขณะที่คนเป็นน้องเล็กเองก็นั่งหัวเราะไปกับหลายๆ ภาพด้วย บางครั้งก็จะมีเสียงของเซนเตอร์วงดังขึ้นมาบ้างเป็นครั้งคราวหากเป็นภาพที่ตัวเองชอบ ส่วนตัวเขานั้นนั่งมองภาพในมือของตัวเองสลับกับตัวจริงที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไปจนบอกไม่ถูก
...เจ้าเด็กในรูปหายไปไหนนะ...
ภาพของเด็กคนนั้นกับภาพตอนปัจจุบันนั้นช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง จากเด็กตัวเล็กๆ ที่เขาเคยอุ้มไปไหนมาไหนบัดนี้กลายเป็นคนตัวใหญ่ที่สุดในวงไปแล้ว คิคุจิ ฟูมะมองภาพถ่ายในมือสลับกับตัวจริงด้วยความรู้สึกที่ปะปนกันไปอย่างบอกไม่ถูก และด้วยสัญชาตญาณคนถูกแกล้งมานานเมื่อถูกมองอย่างนั้นมาริอุส โยก็ย่อมรู้ตัว หนุ่มน้อยน้องเล็กของวงหันมามองเขาด้วยความระแวงทันที
“มองอะไรฟูมะคุง” เจ้าเด็กนั่นถามด้วยน้ำเสียงติดจะเง้างอนน้อยๆ
ไม่ว่าอย่างไรคนที่โดนแกล้งมาตลอดอย่างมาริอุสเมื่อเจอสายตาอย่างนี้ของฟูมะคุงเขาย่อมต้องระแวงอยู่แล้ว และในขณะเดียวกันคนขี้แกล้งก็ชักสีหน้ากวนๆ ขึ้นมาทันทีเช่นกัน จากแววตาอ่านยากกลายเป็นแววตาที่มีประกายล้อเลียนขึ้นมาทันที คิคุจิ ฟูมะวางภาพที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะ เมื่อคนอื่นๆ เห็นภาพนั้นก็พากันหัวเราะไปกันใหญ่
“ตอนนั้นมาริจังตัวเล็กมากเลยอ่ะเนอะ” มัตสึชิม่าเอ่ยขึ้นก่อน
“นั่นสิน้า”
ทั้งเสียงหัวเราะเสียงพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องอัตราการโตเร็วของเด็กลูกครึ่ง ที่ทำให้จากเด็กน้อยคนนั้นบัดนี้กลายมาเป็นคนตัวโตจนได้ เสียงเหล่านั้นเคล้าไปกับเสียงการบ่นว่า ‘เป็นเด็กลูกครึ่งนี่ดีจังเลยนะ’ ของเซนเตอร์วงและมัตสึชิม่า และสายตาชื่นชมจากนากาจิม่าที่ดูจะภาคภูมิใจเหลือเกินกับการเติบโตของมาริอุส
“ผมน่ะโตตั้งเท่านี้แล้วนะ” มาริอุสลุกขึ้นเพื่ออวดความสูงของตัวเองซึ่งค่อนข้างต่างจากเจ้าเด็กตัวเล็กในภาพมากทีเดียว ดูจากสายตาก็ดูจะภูมิใจกับส่วนสูงของตัวเองมากทีเดียว
“นั่นสินะ” โชริเอ่ยรับ
“ตัวโตนี่ดีจังเลยนะ” มัตสึชิม่าเองก็บ่นขึ้นมาด้วย
“ผมน่ะสูงตั้งเท่านี้แล้ว” มาริอุสเดินไปหาคนที่นั่งอยู่ “ฟูมะคุงน่ะ เคยบอกว่าอยากสูง 190 เพราะอิจฉาผมใช่มั้ยล่ะ”
ถ้อยคำล้อเลียนนั้นทำให้คนที่แม้จะสูงไม่เท่าแต่ก็แข็งแรงกว่าลุกขึ้นล็อกคอคนตัวสูงกว่าทันที การแกล้งกันของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นไอดอลที่อายุก็ไม่ใช่เด็กๆ กันแล้วทั้งสองคนนั้นทำให้คนบริเวณนั้นต่างก็มองด้วยสายตาเอ็นดู คนที่แกล้งเองก็แกล้งด้วยความหมั่นเขี้ยว ส่วนคนที่ถูกแกล้งนั้นต้องเรียกได้ว่าหัวเราะทั้งน้ำตาเพราะโดนจับจั๊กจี้จนแทบหายใจไม่ทัน
การแกล้งดำเนินไปอยู่หลายนาทีก่อนที่คิคุจิจะตัดสินใจปล่อยมาริอุสด้วยกลัวน้องจะขาดอากาศหายใจ เป็นเวลาเดียวกับที่สไตลิสต์เข้ามาพาไปแต่งตัว เสียงหัวเราะของคนอื่นๆ ยังคนดังอยู่เหมือนเดิม มาริอุสมุ่ยหน้าเป็นสัญลักษณ์ว่าตัวเองกำลังงอนอยู่ ไม่ว่าจะโตแค่ไหนก็ตามแต่สองคนนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่เหมือนเดิม...
...ไม่เห็นจะโตสักเท่าไหร่...
คิคุจิมองคนที่หันมาค้อนใส่ด้วยสายตาที่อ่อนลงก่อนจะเดินไปเปลี่ยนชุดบ้าง คอนเซปวันนี้ก็ออกแนวคล้ายๆ เดิม พวกเขาคือ Sexy Zone ไม่ถ่ายให้รู้สึกถึง sex appeals จะถ่ายแบบไหนกัน แต่เอาเข้าจริงภาพในวันนี้ก็ออกจะเกินคำว่า sex appeals ไปนิด ค่อนไปทาง... BL มากกว่าด้วยแต่ถึงอย่างนั้นงานก็คืองาน พลันความคิดในหัวของเขาก็ดันไปนึกภาพของเจ้าเด็กนั่นที่เล่นเป็นตัวนางตอน 24時間テレビ อีกครั้ง...
...ก็คงจะโตขึ้นนิดหน่อยล่ะมั้ง...
หลังจากเปลี่ยนชุดเสร็จคนอื่นๆ ก็เริ่มถ่ายกันไปแล้ว มาริอุสเดินเข้าไปยืนรอคิวอยู่ข้างๆ setting กับอีกคนหนึ่งที่เหมือนว่าวันนี้เขาจะต้องถ่ายคู่กับเจ้าคนขี้แกล้ง เด็กไม่ยอมโตคนนี้ด้วย คิคุจิ ฟูมะเหลือบมองคนที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองที่ setting ที่กำลังถ่ายอีกครั้ง เพียงแค่เห็นเสี้ยวหน้าเขาก็รู้แล้วว่าเจ้าน้องเล็กยังคงงอนอยู่ แต่เขาจะต้องง้อหรอ...
“ดูหน้าโชริสิ” คิคุจิชี้ชวนให้คนข้างๆ ที่ยังคงรอให้คนขี้แกล้งขอโทษอยู่ ก่อนจะหัวเราะออกมา
“นั่นมัน ทำไมทำหน้าอย่างนั้นเล่า..” และเมื่อมาริอุสมองไปเห็นหน้าของเซนเตอร์ที่กำลังถ่ายภาพคู่กับเคนตี้ด้วยสีหน้ากึ่งจะฝืนใจอยู่นั้นก็หัวเราะออกมาทันที
คนขี้แกล้งก็เป็นอย่างนี้ไม่มีสักครั้งที่เขาจะขอโทษตรงๆ เขาจะแกล้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก็ทำตัวเป็นปกติชี้ชวนให้ดูอย่างอื่น ปล่อยมุกสนุกสนานจนคนที่งอนอยู่หายไปเอง แต่จะโทษใครก็ไม่ได้ ตัวเขาเองก็ง่ายอย่างนี้ ไม่เคยจะเรียกร้องให้อีกฝ่ายง้อหรือขอโทษ แค่เพียงคำพูดเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่ายเขาก็กลับมาอารมณ์ดีได้แล้ว...
“คิคุจิคุง มาริอุสคุงเข้ามาได้เลย” ผู้ช่วยช่างภาพเรียกก่อนที่เขาทั้งสองคนจะเดินเข้าฉากไป
การถ่ายภาพเซ็ตนี้เนื่องจากคอนเซปที่ตั้งไว้จึงทำให้เขาทั้งสองต้องใกล้ชิดกันขึ้นมาอีกหน่อย มือของคิคุจิที่เอื้อมเข้ามาโอบไว้นั้นทำให้มาริอุสขัดเขินในการขยับตัวพอควร แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมองกล้องได้อยู่ ไม่รู้สิ... ทั้งที่ตอนแกล้งกันนั้นใกล้ชิดกันกว่านี้แท้ๆ แต่พอเป็นการใกล้แบบที่ไม่ได้แกล้งแล้วมันกลับทำให้เขารู้สึกร้อนแปลกๆ มากกว่า ทั้งที่คิคุจิไม่ได้สูงไปกว่ามาริอุส แต่ก็ยังได้ถ่ายอยู่ข้างบนมากกว่า พอเขาประท้วงเข้าเจ้ารุ่นพี่ขี้แกล้งก็ตอบมาอย่างหน้าไม่อายว่า
“คิดว่ารุกได้รึไง?” ทำเอาเขาได้หน้าแดงเห่อขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลอีกครั้ง
การถ่ายแบบเป็นไปได้ด้วยดีพอสมควร ต้องเรียกว่าพอสมควร... เพราะภาพออกมาดีแต่ว่าระหว่างถ่ายภาพนั้นการที่ต้องใกล้อีกฝ่ายทำให้รู้สึกไม่ค่อยจะ ‘ปกติ’ สักเท่าไหร่ ...แต่ก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่แย่หรอก
มาริอุสลุกเดินออกจาก setting เมื่อช่างภาพให้สัญญาณ คิคุจิเองก็ลุกตามมาด้วย สีหน้าของคิคุจินั้นแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยในขณะที่มองแผ่นหลังของมาริอุสเดินออกไปจากฉาก ความรู้สึกอุ่นและกลิ่นหอมๆ ของบางคนยังคงติดตัวอยู่
“ภาพออกมาสวยดีนะ” นากาจิม่าเอ่ยชมผู้เป็นน้องเล็กของวงที่กำลังเดินออกมา
มาริอุสที่ยังคงมึนเบลอกับความรู้สึก สัมผัส และสายตาของคิคุจินั้นทำให้เด็กหนุ่มยังไม่อาจจะกอปรสติกลับมาได้อย่างครบถ้วนเท่าไหร่นัก แต่เมื่อได้ยินเสียงของเคนตี้แล้วเจ้าตัวก็ยิ้มรับแล้วก็พยักหน้าด้วยความดีใจ เสียงพูดคุยกันตรงหน้ามอร์นิเตอร์ที่กำลังดูภาพถ่ายนั้นไม่ได้เข้าหัวคนตัวสูงเท่าไหร่
ส่วนคิคุจิที่เดินออกมาทีหลังนั้นเดินออกไปดื่มน้ำก่อน เขาเองก็ไม่ได้รู้สึกปกติเสียเท่าไหร่กับความใกล้ชิดที่เพิ่งจะผ่านมา และเขาก็ได้แต่หวังว่าน้ำพวกนี้จะช่วยดับความร้อนนี้ได้บ้าง เด็กหนุ่มมองไปที่ด้านหลังของมาริอุสด้วยสายตาที่อ่อนลงพอสมควร ในขณะที่กำลังตกไปอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองนั้น…
“เปลี่ยนไปเยอะแหละนะ มาริจังน่ะ” มัตสึชิม่าที่มายืนข้างๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เอ่ยขึ้น
คิคุจิ ฟูมะหันไปมองเพื่อนร่วมวงของตัวเองก่อนจะไหวไหล่น้อยๆ เป็นเชิงว่าไม่ได้ตอบรับกับคำพูดนั้นเสียเท่าไหร่ คนขี้แกล้งยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยในขณะที่แววตานั้นฉายแววที่ต่อให้อีกห้าปีสิบปีก็ไม่แน่ว่ามัตสึชิม่า โซจะเข้าใจความหมายของสายตานั้น...
“ก็เหมือนเดิม” คิคุจิตอบก่อนจะเดินนำไปที่มอนิเตอร์ดูภาพที่ทุกคนกำลังจับกลุ่มกันอยู่
...ชอบเหมือนเดิม...












