อะแฮ่ม...มาแล้วนะ หนังสือเล่มใหม่ เจอกันงานหนังสือ :) #salmonbooks #sopons #โสภณศุภมั่งมี

seen from Italy

seen from China

seen from Malaysia
seen from Malaysia

seen from France
seen from Netherlands

seen from Malaysia
seen from China
seen from Russia
seen from United States
seen from China
seen from Sweden
seen from China
seen from United States
seen from United Kingdom
seen from United States
seen from China
seen from China

seen from United States
seen from China
อะแฮ่ม...มาแล้วนะ หนังสือเล่มใหม่ เจอกันงานหนังสือ :) #salmonbooks #sopons #โสภณศุภมั่งมี

Anya is live and ready to show you everything. Watch her strip, dance, and perform exclusive shows just for you. Interact in real-time and make your fantasies come true.
Free to watch • No registration required • HD streaming
And that's life #life #choices #difficult #decisions #booksterblog #sopons
"ควายหว่ะ แม่ง!" เป็นได้ทั้งคำอุทานและประโยคบอกเล่าในเวลาเดียวกัน :) #ควาย #buffalo #thailand #nature #vscocam #sopons.blog #chiangmai
และแล้วหนังสือเล่มที่สี่ก็จบลง เตรียมส่ง สนพ. เรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ระหว่างวันที่รู้ว่าภรรยาตั้งครรภ์ จนถึงวันที่ลูกอุแว้ มีทั้งสุข มีทั้งเศร้า มีน้ำตา เสียงหัวเราะ เป็นความทรงจำที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความทรงจำที่ลืมไม่ลง รอฟังข่าวนะครับ #daddyishappy #book #sopons #โสภณศุภมั่งมี #หนังสือ #เฌอณินญา
พื้นทรายแห้งกรังแห่งประโยชน์ส่วนตัว
พื้นทรายแห้งกรังแห่งประโยชน์ส่วนตัว ============ ในสมัยผมยังเป็นเด็กประถมครูวิชาสังคมศึกษามักพูดอยู่เสอว่าประเทศไทยเราเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" ของประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน ในน้ำมีปลาในนามีข้าว น้ำดีดินดีปลูกอะไรก็สวยงาม ประเทศไทยมีสินค้าการเกษตรที่มากมายที่สนับสนุนตัวเลขเศรษฐกิจการส่งออก เราเติบโตแข็งแรงเป็นประเทศชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนานและสถานที่ธรรมชาติต่างๆมากมาย หมุนเข็มนาฬิกาผ่านมาประมาณยี่สิบห้าปี สยามประเทศกำลังเผชิญกับสภาวะภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ ช่วงวันที่ผมเขียนต้นฉบับชิ้นนี้ (17 มีนาคม ๒๕๕๙) อากาศภายนอกได้ไต่ระดับความระอุไปถึง 40 องศาเซลเซียส ในช่วงบ่าย ไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้โดนไม่มีร่มบังแดด เหงื่อที่ไหลย้อยมาพร้อมกับกลิ่นที่ไม่ค่อยพึงประสงค์ วันนี้ผมดื่มน้ำไปแล้วเกือบยี่สิบแก้วแต่เหมือนอุณหภูมิในร่างกายยังไม่มีท่าทีว่าจะยอมลดลง มองไปข้างนอกหน้าต่างเห็นกลุ่มเมฆลอยอยู่ไกลที่ปลายฟ้าสีหม่น ภาวนาในใจว่าขอให้ฝนตกลงมาเถอะ สักนิดก็คงดี รู้ตัวว่ามันช่างเห็นแก่ตัวที่คิดแบบนั้น เพราะไม่ใช่แค่ผมคนเดียวแน่ที่กำลังประสบปัญหาอากาศร้อนเกินในช่วงฤดูแล้ง ทุกครั้งที่ผมเปิดทีวีฟังข่าวสารบ้านเมือง ทุกสำนักยกเรื่องนี้เป็นวิกฤตภัยธรรมชาติสำคัญที่ควรรีบแก้ไขเป็นการด่วน เอาตัวเลขน้ำในเขื่อนกักเก็บน้ำหลักสำคัญของประเทศมาพูดจ้อแจ้ให้ฟังว่า "เหลือไม่เยอะแล้วนะ" ขอความช่วยเหลือจากประชาชนทุกคนให้เพลาๆการใช้น้ำลงหน่อยเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ มีบางกระแสข่าวถึงขั้นว่าอยากให้งดการเล่นสาดน้ำกันในช่วงประเพณีสงกรานต์ที่กำลังเวียนมาถึงในอีกเดือนหนึ่งข้างหน้า กลายเป็นเรื่องเป็นราวแบ่งแยกความเห็นอยู่สองฝ่าย ฝ่ายเห็นด้วยบอกว่าน้ำไม่มีพอจะดื่มกินใช้ จะเอาไปสาดกันเล่นอีกทำไม ส่วนคนที่เห็นต่างก็บอกว่าถ้าไม่สาดน้ำก็ไม่มีสงกรานต์ ไม่มีสงกรานต์ก็ไม่มีเงินหมุน เศรษฐกิจก็พังย่อยยับ พ่อค้าแม่ค้าก็ตายกันหมด ฟังแล้วน่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็มีเหตุผลที่น่าฟัง วันก่อนผมอ่านข่าวอยู่ชิ้นหนึ่งบอกว่าที่โรงเรียนบนดอยที่แม่ฮ่องสอน ประสบภัยแล้งขาดน้ำอย่างหนัก น้ำประปา 4 วันปล่อยหนึ่งครั้ง นักเรียนและครูจำเป็นต้องซักแห้งไม่อาบน้ำกันหลายวันเพราะขนาดน้ำดื่มยังแทบไม่มี นี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดนะครับ เป็นมาหลายเดือนแล้วแต่ความช่วยเหลืองบประมาณในการสร้างขุดบ่อเก็บกักน้ำก็ยังไปไม่ถึงซะที มาเจอกระทู้พันทิปอีกแห่งหนึ่งที่พูดถึง "สงกรานต์" ในปีนี้ว่าควรเกิดขึ้นหรือไม่ อย่างที่บอกไปคร่าวๆว่ามันเป็นเรื่องของเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ในปัจจุบันที่ผลผลิตสินค้าการเกษตรนั้นตกต่ำ ในเมื่อน้ำน้อยเกษตกรก็ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อปลูกพืชผลได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีผืนนาบางแห่งต้องยอมปล่อยให้ข้าวยืนต้นตายเพราะไม่มีน้ำเพียงพอหล่อเลี้ยง พืชผักอย่างอื่นก็ไม่งอกงามและปริมาณลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ วันก่อนที่ไปเดินตลาดสดแทบไม่มีสินค้าสดจำหน่าย หรือถึงมีก็ราคาสูงมากจนน่าตกใจ อย่างเดียวที่ประเทศไทยยังพอพึ่งพาได้คือโหมกระหน่ำพาชาวต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายซื้อของในประเทศไทย เพราะฉะนั้นคล้ายกับว่าถ้าเรางดสงกรานต์กันจริงๆ ปริมาณของชาวต่างชาติก็ไม่พ้นลดถอยไปด้วยเป็นเงาตามตัว ทั้งสองฝ่ายเปิดเวทีโต้เถียงกันแบบไม่มีใครยอมใครเพราะเชื่อว่าตัวเองนั้นคิดถูก สุดท้ายผลจบลงโดยไม่มีทางออกใดๆที่ปลายอุโมงค์ ลองสมมุติว่าสงกรานต์ยังคงเกิดขึ้นจริง (ซึ่งความเป็นไปได้สูงจนไม่ต้องจินตนาการ) และนักท่องเที่ยวทะลักเข้ามาในประเทศไทยเพื่อท่องเที่ยวอย่างสุขใจ ผ่านพ้นช่วงสงกรานต์สาดน้ำตัวเปียกโชกในกรุงเทพฯกันอย่างสำราญใจเรียบร้อย อยากเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อรื่นรมณ์ธรรมชาติที่สวยงาม ป่าเขาเขียวขจี เดินเขาชมน้ำตก ล่องเรือในแม่น้ำ หรือสำหรับบางคนที่รักธรรมชาติอยากท่องเที่ยวแบบ ECO Tourism อยากเห็นเมืองไทยในด้านไม่แต่งแต้มเติมสี แต่น่าเสียดาย...พวกเขาคงต้องผิดหวัง เพราะเมื่อก้าวขาออกนอกจากหัวเมืองสำคัญของประเทศไทยแล้ว เปลือกที่สวยงามของเราก็ถูกกระเทาะเห็นด้านในที่กลวงโบ๋ ธรรมชาติของเราถูกทำลายล้างอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ป่าไม้ของเราหดหายถูกรุกล้ำจากนายทุนหน้าเลือดค้าไม้ที่เห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง (ปริมาณป่าไม้ลดลง 22% ภายใน 50 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยเหลือพื้นที่ป่าเพียง 31%) เมื่อไร้ซึ่งต้นน้ำปริมาณฝนก็ลดน้อย อากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำก็ลดหาย เกิดปัญหาดินทรุดน้ำท่วมฉับพลัน ธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติไม่มีอะไรให้ชื่นชม สุดท้ายเมื่อนักท่องเที่ยวเหล่านั้นกลับบ้านเกิด ความทรงจำเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับประเทศไทยที่พวกเขามี อาจเป็นการร่ำสุราและเมาหัวราน้ำ เริงร่าตัวเปียกโชกในตรอกข้าวสารหรือรอบคูเมืองเชียงใหม่ก็เป็นได้ "น้ำ" ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่ขาดหายไปในสังคมปัจจุบัน แต่ "น้ำใจ" แห้งขอดไม่แพ้กัน สิ่งเดียวที่หลงเหลือคือพื้นทรายแห้งกรังแห่งประโยชน์ส่วนตัวไว้เชยชม เราคิดถึงเพียงแต่ตัวเองว่าต้องได้อะไร แทนที่จะเลิกทะเลาะและโยนความผิดใส่กัน หันมาช่วยกันแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุ รณรงค์การปลูกป่าและเอาผิดโทษผู้บุกรุกอย่างจริงจัง ผมหวังว่าสักวันผืนดินแห่งนี้จะกลับมาเป็น "อู่ข้าวอู่น้ำ" ไม่จำเป็นต้องเพื่อคนทั้งโลกครับ อย่างน้อยอย่าให้พี่น้องชาวไทยของเราหิวกระหายไปมากกว่านี้เลย
ในสมัยผมยังเป็นเด็กประถมครูวิชาสังคมศึกษามักพูดอยู่เสอว่าประเทศไทยเราเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศอาเซียนเพื่อนบ้าน ในน้ำมีปลาในนามีข้าว น้ำดีดินดีปลูกอะไรก็สวยงาม ประเทศไทยมีสินค้าการเกษตรที่มากมายที่สนับสนุนตัวเลขเศรษฐกิจการส่งออก เราเติบโตแข็งแรงเป็นประเทศชาติที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ยาวนานและสถานที่ธรรมชาติต่างๆมากมาย หมุนเข็มนาฬิกาผ่านมาประมาณยี่สิบห้าปี…
View On WordPress

Anya is live and ready to show you everything. Watch her strip, dance, and perform exclusive shows just for you. Interact in real-time and make your fantasies come true.
Free to watch • No registration required • HD streaming
เพราะหัวใจไม่ใช่ของผมอีกต่อไป
เพราะหัวใจไม่ใช่ของผมอีกต่อไป ======== เสาร์สุดท้ายแล้วสินะ... อีกเจ็ดวันข้างหน้าทุกอย่างก็จะไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป ท้องฟ้าของผมอาจไม่ใช่คงผมเองอีกต่อไป ท้องทะเลเกลียวคลื่นสายลมมวลอากาศก็คงแตกต่างไปจากเดิม หรือแม้แต่ความนึกคิดคำนึง ความสนใจใคร่รู้ ความขวนขวายวิ่งตามความฝันทะเยอทะยาน สิ่งเหล่านี้กำลังขยับเขยื้อนปรับเปลี่ยนไปช้าๆอย่างไม่ทันสังเกตุ คล้ายกับตัวด้วงปีกแกร่งที่ฝังตัวอยู่ใต้ผิวดินเย็นเฉียบนานหลายเดือน ผ่านฝนหนาวก่อนร่างกายแข็งแรงมากพอที่จะออกมาดูโลกกว้างในฤดูร้อนแผดเผา ความปรับเปลี่ยนเล็กๆน้อยๆคลืบคลานเข้ามาในชีวิตอย่างไม่ทันตั้งตัว พอลืมตาอีกทีผมกำลังยืนประจันหน้ากับสิ่งต่างๆเหล่านั้นพร้อมหัวใจที่เต้นกระหน่ำเป็นกลองชุด "พร้อมแล้วจริงๆนะหรือ?" สมองเฝ้าถามตัวเองย้ำๆแต่ถึงตอนนี้คำตอบไร้ซึ่งความสำคัญ เหมือนคนสติฟั้นเฟือนตะโกนถามต้นไม้ใหญ่ถึงความร้อนกลางเดือนเมษาฯ คำตอบของต้นไม้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมหรือไม่พร้อมไม่ได้สลักสำคัญอีกต่อไปแล้วในวินาทีนี้ เพราะเข็มนาฬิกาที่กระตุกหมุนวนเข้าใกล้วันศุกร์หน้าอย่างไม่มีวันหลีกเลี่ยงได้ "เป็นไงเป็นกัน" ผมพยายามประคองโกยเก็บความคิดที่แตกกระเจิงมาไว้ด้วยกัน แต่ช่างดูสิ้นหวังเพราะจิตใจมันว้าวุ่นไปกันหมด อะไรควรทำก่อนทำหลัง ธุระไหนยังค้างคาไม่เสร็จสิ้น ลืมอะไรขาดตกบกพร่องตรงไหนรึเปล่า ผมนอนตาค้างจ้องมองเพดานในยามค่ำคืนมืดสนิท เหม่อลอยความคิดสะเปะสะปะจับต้นชนปลายไม่ได้ สถานะของตัวผมกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ "ผู้ชายง่อยๆธรรมดาๆคนนี้กำลังจะเป็นพ่อคนแล้วจริงๆ" ประโยคสั้นๆที่กระทุ้งจิตใต้สำนึกให้ตื่นตัว ผมนอนตะแคงไปทางซ้ายมือจ้องหน้าภรรยาที่กำลังนอนหลับอย่างสงบ มือซ้ายกุมท้องที่โตกว่าแตงโมอิ่มน้ำลูกใหญ่ในตลาดสด ผมเอื้อมมือขวาไปวางเบาๆเพื่อไม่ให้เธอตื่น ไม่นานนักสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "ลูก" ก็เคลื่อนไหวแหวกว่ายไปมาโชว์ลีลาการบิดตัวในน้ำคร่ำ ไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนไหนที่ปูดขึ้นมาแล้วไหลไปตามผนังหน้าท้องเป็นเส้นยาวไปถึงสะดือ มันเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ผมอิจฉาภรรยาเพราะเขาใกล้ชิดกับลูกมาก่อนผมถึงเก้าเดือน ผู้ชายไม่มีทางรู้ได้ว่ามันรู้สึกเช่นไรที่มีลูกดิ้นอยู่ในท้อง ภรรยามักหัวเราะคิกคักอยู่เสมอถ้าวันไหนมีการยืดเส้นยืดสายเหยียดแข้งขาเปิดดิสโก้เทคอยู่ในพุง ซ้ายทีขวาที ผมมองหน้าเขาแล้วอดยิ้มตามไม่ได้ ขณะนี้ก็เช่นกัน รอยยิ้มเล็กๆเกิดขึ้นบนใบหน้าของผมเองอย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นความสุขแบบอัตโนมัติที่หาคำอธิบายได้ยาก ค่อนไปทางพิลึกด้วยซ้ำ อยู่ๆภาพยนต์เรื่อง "The Pursuit of Happyness" ก็แว๊บเข้ามาในหัว ผมจำเนื้อหาได้เหมือนเพิ่งดูจบไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ทั้งๆที่ผ่านมาเกือบสิบปีได้แล้วมั้ง จำได้ชัดเจนเพราะตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและกำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงานอย่างเต็มตัว และคืนนั้นที่ผมนั่งอยู่หน้าจอทีวีน้ำตาไหลพรากอยู่หลายฉาก โดยเฉพาะตอนที่ Christopher Gardner (แสดงโดย Will Smith) ต้องนอนกอดลูกชายของเขาในห้องน้ำสาธารณะเพราะคืนนั้นเขาหาที่พักให้ตัวเองและลูกชายไม่ทัน พื้นห้องน้ำถูกปูด้วยกระดาษชำระเพื่อให้ลูกชายของเขาได้นอนบนตัก น้ำตาของเขาหยดลงอย่างไม่มีเสียงสะอื้นไห้ กลัวว่าลูกชายของเขาอาจตื่นขึ้นมาเห็น เท้าของเขายันประตูเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาได้ แม้เป็นฉากที่สะเทือนจิตใจคนดูรวมทั้งตัวผมเองด้วย แต่ในใจผมกลับรู้สึกว่านี้แหละคือคำอธิบายของคำว่า "พ่อ" อย่างแท้จริง ไม่ว่าตัวเองต้องลำบากขนาดไหน เพื่อปกป้องลูกเขาต้องยอมทำทุกอย่าง ยอมอดทนหางานทุ่มเททุกหยาดเหงื่อในร่างกาย เหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ก็ถอยไม่ได้ ชีวิตของพ่อไม่ได้ใช้เพื่อตัวเองอีกต่อไป คืนนั้นผมจำได้ว่าผมกดโทรศัพท์ทางไกลกลับบ้านไปหาเตี่ยที่ทำงาน พอเตี่ยรับสายก็ตกใจเพราะเสียงผมอื้ออึงเหมือนเพิ่งร้องไห้มา (ร้องไห้หนักมาจริงๆครับ) เตี่ยถามด้วยความเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น ผมบอกเขาไปว่าไม่มีอะไร คิดถึงเลยอยากได้ยินเสียง เตี่ยบอก "อืมม ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว คิดถึงเหมือนกัน แต่ค่าโทรแพงนะ นอนได้แล้วดึกแล้ว เดี๋ยวว่างแล้วโทรไปหา" ผมตอบรับและวางโทรศัพท์ไป เตี่ยเป็นคนทำงานหนักและพักไม่เป็น เขาบอกว่าหยุดแล้วไม่รู้จะทำอะไร อยู่เฉยๆแล้วเบื่อสู้นั่งทำบัญชีขายของลูกค้าไม่ได้ แต่ที่จริงผมรู้ว่าเตี่ยทำงานหนักเพื่อครอบครัวและลูกๆไม่ต้องลำบาก เป็นคนจีนที่เติบโตมาในครอบครัวแสดงความรักไม่เก่ง ไม่เคยพูดว่ารัก ไม่เคยมีการกอดเพื่อแสดงความคิดถึง เตี่ยโตมาแบบนั้นเลยพลอยแสดงออกแข็งกระด้างขัดเขินไปด้วย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมเป็นเด็กประถมสอง อยากได้ของเล่นหุ่นยนต์อะไรสักอย่างที่งานวัด ร้องไห้ฟูมฟายแต่เตี่ยอธิบายว่าที่บ้านก็มีของเล่นเยอะแล้ว แต่ไอ้เด็กเปรตโสภณไม่ยอมท่าเดียว เปลี่ยนเทคนิคเลิกร้องไห้กลายเป็นกบฏเงียบ ไม่พูดไม่จาประท้วงไม่ยอมกินข้าว เตี่ยเริ่มหัวเสียแล้วบอกว่ากลับบ้านไปจะยึดของเล่นให้หมด ไม่ต้องเล่นมันสักชิ้นเดียว โอ้โห...คืนนั้นกลับมาบ้านผมร้องไห้จนเหนื่อยหลับไปจนถึงเช้า ตื่นมาของเล่นผมหายไปหมดไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว ผมคิดว่าเตี่ยเป็นคนที่ใจร้ายมากที่สุดในโลก เป็นซาตานทำลายความฝัน แม่ลากไปโรงเรียนทั้งน้ำตา ความคิดแบบเด็กๆวันนั้นผมอยากให้โลกแตกสลายเพราะไม่อยากกลับบ้าน กลับไปก็ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว (ดราม่ามาก) แต่พอโรงเรียนเลิกผมกลับมาถึงบ้าน เตี่ยยืนรออยู่หน้าประตู คิดในใจว่าวันนี้คงโดนด่าอีกชุดใหญ่แน่นอนจึงไม่ยอมสบตา หวังว่าขอยกมือไหว้แล้วเนียนเดินผ่านไปเงียบๆ ระหว่างที่กำลังจะยกพนมมือ เตี่ยย่อตัวนั่งเข่าวางพื้นข้างหนึ่งแล้วดึงผมเข้าไปกอด พูดเบาๆว่า "เตี่ยไปหามาให้แล้วนะ" ถึงไม่ได้พูดว่า "รัก" แต่ผมรู้ความหมายลึกๆของประโยคนั้น เตี่ยยื่นกล่องหุ่นยนต์ตัวนั้นที่ผมอยากได้ ผมร้องไห้แล้วเข้าไปกอดคอเตี่ยเกาะแน่นไม่สนใจของเล่นอะไรสักอย่าง ณ เวลานั้น ผมก็ไม่ได้พูดว่า "รัก" เช่นกัน แต่หยดน้ำตาของผมมีความหมายไม่ต่างกัน เตี่ยลูบหลังปลอบพร้อมอุ้มผมเข้าไปในบ้าน แม่มาบอกผมทีหลังว่าเตี่ยตื่นเช้าไปรอร้านเปิดเพื่อซื้อมาให้ ส่วนของเล่นที่เหลือก็เก็บเอาไว้ในกล่องไม่ได้เอาไปโยนทิ้งที่ไหนหรอก เพื่อผมเตี่ยทำงานหนัก เพื่อผมเตี่ยต้องลำบาก แม้แสดงออกไม่เก่งแต่ผมรู้ว่าเขารักผมและพร้อมเสียสละมากแค่ไหน ตอนนี้ผมกำลังจะได้รับหน้าที่นั้นต่อ บทบาทหน้าที่ของลูกชายคนหนึ่งกำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นพ่อคนหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะเปลี่ยนไป ดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าไม่ใช่ของผมอีกต่อไป มือข้างขวาวางอยู่บนท้องของภรรยารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวไปมาของเจ้าตัวน้อย หลับตาและนึกภาพตัวเองอุ้มเขาอยู่ในอ้อมกอด ถึงเวลาที่ผมต้องปกป้องดูแลใครสักคนด้วยชีวิตแล้วเหมือนกัน ผมนึกได้อีกอย่างที่กำลังเปลี่ยนไปในขณะที่ห้วงของความฝันกำลังเยื้องก้าวเข้ามา เข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงพูดว่า "ลูกคือดวงใจของพ่อแม่" เพราะแม้แต่หัวใจของผมเอง...มันจะไม่ใช่ของผมเองอีกต่อไป ตอนนี้มันกำลังย้ายไปเต้นอยู่ที่อื่นซะแล้ว
เสาร์สุดท้ายแล้วสินะ… อีกเจ็ดวันข้างหน้าทุกอย่างก็จะไม่มีทางเหมือนเดิมอีกต่อไป ท้องฟ้าของผมอาจไม่ใช่คงผมเองอีกต่อไป ท้องทะเลเกลียวคลื่นสายลมมวลอากาศก็คงแตกต่างไปจากเดิม หรือแม้แต่ความนึกคิดคำนึง ความสนใจใคร่รู้ ความขวนขวายวิ่งตามความฝันทะเยอทะยาน สิ่งเหล่านี้กำลังขยับเขยื้อนปรับเปลี่ยนไปช้าๆอย่างไม่ทันสังเกตุ คล้ายกับตัวด้วงปีกแกร่งที่ฝังตัวอยู่ใต้ผิวดินเย็นเฉียบนานหลายเดือน…
View On WordPress
การรอคอยที่มีวันสิ้นสุด
การรอคอยที่มีวันสิ้นสุด ========= คุณเคยรออะไรนานๆบ้างรึเปล่า? รอบางสิ่งให้มาถึง รอความฝันที่โหยหา รอคนรักที่แยกทางกันด้วยเหตุผลบางประการ รอคำตอบจากใครสักคน รอจดหมายจากใครคนนั้น รอข้อความในกล่องอีเมล รอสติ๊กเกอร์ไลน์ของเพื่อนเกินสนิท รอให้ฤดูกาลกาลแห่งความสุขหวนกลับมาอีกครั้ง หรือแม้แต่เรื่องประจำวันเช่นการรอให้น้ำซุปในหม้อต้มสุกี้เดือด แบบนี้ก็เป็นการอรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน (มันเป็นการรอที่โหดร้ายถ้าวันไหนท้องกิ่วหิวไส้แทบขาดแล้วต้องนั่งมองดูห้อต้มที่เดือดไม่ทันใจ) ผมนับตัวเองว่าเป็นผู้ชายที่ค่อนข้างใจเย็นและมีความอดทนมากคนหนึ่ง (น้อยครั้งในชีวิตที่มีอารมณ์ปรี๊ดแตกและระเบิดความรู้สึกทำร้ายคนรอบข้างอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง) และคุณสมบัติข้อนี้ทำให้ผมค่อนข้าง "โอเค" กับการรอคอยอะไรบางอย่าง ไม่กระวนกระวาย วิ่งไล่ หงุดหงิดหัวเสียลุกลี้ลุกลน แต่ถึงอย่างนั้นก็มีข้อแม้ว่าการรอคอยนั้นต้องนำมาซึ่งผลลัพธ์ มีเป้าหมายที่ชัดเจนในปลายทาง ไม่ใช่เพียงความฝันลมๆแล้งๆ ละเมอเพ้อพกที่ไม่มีความเป็นไปได้อยู่เลย ในช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง ก่อนจบภาคเรียนประมาณหกเดือนผมต้องตัดสินใจเลือกคณะที่อยากเรียน (ระบบของที่อเมริกามีการคัดกรองสองครั้ง ครั้งแรกโดยมหาวิทยาลัย ครั้งที่สองคืออณะที่เราอยากเรียน และส่วนมากจะเลือกกันตอนปีสาม บางครั้งเข้ามหาวิทยาลัยได้ เรียนตัวพื้นฐานของคณะหมดแล้วแต่เข้าคณะไม่ได้ก็ต้องยอมเสียเวลา เปลี่ยนสายการเรียนไปเลยก็มี) ตอนนั้นผมเลือกสอบเข้าคณะ Computer Science ที่ถือว่ามีการแข่งขันสูงมากเป็นอันดับต้นๆของประเทศ แต่ช่วงสองปีแรกผมรักษาเกรดเฉลี่ยได้อยู่ในระดับเกณฑ์ที่ดีเยี่ยม และยังทำงานเสริมในห้องสมุด แถมยังเป็นติวเตอร์วิชาฟิสิกส์/คณิตศาสตร์อีกด้วย ถือว่าใบสมัครที่ส่งให้คณะไม่ได้ขาวโล่งจนน่าเกลียด ในวันที่ผมส่งเอกสารสมัครไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำต่างๆทั่วประเทศประมาณห้าที่ (คุณสามารถส่งกี่ที่ก็ได้ แต่ทุกที่จะมีค่าสมัครประมาณ 120 - 150 เหรียญสหรัฐฯ สมัครเยอะๆก็กินแกลบแทนข้าว) ใจผมเต้นรัวเพราะไม่รู้ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง จริงอยู่คงไม่โชคร้ายถึงขนาดถูกปฏิเสธทั้งหมดหรอก ทุกที่นั้นคงให้ประสบการณ์ที่มีคุณค่าแตกต่างกันออกไป แต่ถึงอย่างนั้นผมก็ยังมีลำดับขั้นความต้องการว่ามหาวิทยาลัยไหนอยากได้เป็นอันดับแรกจนถึงอันดับสุดท้าย มหาวิทยาลัยที่ชื่อเสียงน้อยมักมีผู้สมัครน้อยและตอบกลับมาเร็วกว่าเสมอ อันดับห้าตอบกลับมาภายในหนึ่งเดือนพร้อมเอกสารยินดีต้อนรับผมเข้าคณะ แต่ผมยังไม่พร้อมและรอคำตอบจากอีกหลายที่ อันดับสี่ตอบรับตามมาไม่นานนักหลังจากนั้น แต่ผมยังคงนิ่งต่อไป อันดับสามที่ถือว่าไม่ได้แย่เลยตอบตกลงบอกว่ายินดีรับผมเข้าเรียน ผมรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยถ้าไปที่นี้ก็คงไม่แย่มากเท่าไหร่ ระหว่างที่รออันดับสองและหนึ่ง การเวลาช่างเดินช้าและเร็วในขณะเดียวกัน ช้าเพราะคำตอบผ่านไปกว่าห้าเดือนแล้วยังไม่มาถึง เร็วเพราะเส้นตายในการตอบตกลงของผมต่อมหาวิทยาลัยสามแห่งก่อนหน้านี้กำลังย่างกรายมาเคาะประตู ถ้ารอแล้วพลาดการเข้าคณะที่ต้องการเรียนมันหมายถึงการรอคอยอีกหนึ่งปีเต็มๆก่อนยื่นใบสมัครอีกครั้ง แต่ถ้าไม่รอแล้วเกิดได้ขึ้นมาหล่ะ? โชคดีและโชคร้ายเข้ามาในเวลาเดียวกัน อันดับสองส่งกลับมาบอกว่าปีนี้คณะของเขามีคนสมัครเยอะมากและเสียดายที่ไม่สามารถรับผมเข้าเรียนได้ในปีนี้ ผมนั่งเศร้าน้ำตาคลอเพราะคาดหวังว่าถ้าทางนั้นรับก็คงตัดสินใจไปเรียน แต่ตอนนี้ขนาดอันดับสองยังพลาด หวังอันดับหนึ่งคงยากยิ่งกว่านี้ ผมนอนไม่หลับอยู่หลายคืนจนเรียนหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่อง เพื่อนๆในห้องก็เริ่มเป็นห่วงสงสัยกันว่าจากเด็กขยันเรียนทำไมเริ่มฟุบหลับในห้อง ในเมื่อเป็นเด็กนักเรียนต่างชาติครูที่โรงเรียนยิ่งเป็นห่วงหนักกว่าเดิม สุดท้ายโดนครูที่ปรึกษาเรียกไปพบและเสาะถามถึงต้นเหตุของเรื่องราวทุกอย่าง ผมเล่าให้เธอฟังว่าผมไม่รู้ว่าควรทำยังไงต่อไปดี เกือบหกเดือนแล้วผมยังไม่ได้ยินข่าวคราวเลย ผมควรยอมรับความจริงและตอบรับที่อื่นไปเลยดีกว่ารึเปล่า เธอถามผมคำเดียวในตอนนั้นว่า "Will you regret not waiting a little longer?" (คุณจะเสียใจในภายหน้ารึเปล่าที่ไม่รอนานอีกนิดหน่อย?) ผมเงียบไปสักพักก่อนตอบกลับไปว่า "...yes, I will" (ครับ ผมจะเสียใจ) เธอยิ้มและบอกว่างั้นผมควรรอให้ถึงวินาทีสุดท้าย เพราะไหนๆก็รอมาถึงขนาดนี้แล้ว วันสุดท้ายของการส่งเอกสารตอบรับของมหาวิทยาลัยอันดับที่สามก็มาถึง ผมเริ่มยอมรับแต่โดยดีและปลอบใจตัวเองว่าคงหมดความหวังกับอีกที่หนึ่ง ระหว่างขับรถเพื่อนำเอกสารไปส่งที่ไปรษณีย์คืนไปที่มหาวิทยาลัยยืนยันการเข้าเรียนของผม เพื่อนผมคนหนึ่งที่สมัครเข้าที่คณะเดียวกันในมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งโทรมาบอกว่าเขาเพิ่งได้รับอีเมลตอบรับเมื่อคืน และของผมอาจมาถึงแล้วก็ได้ให้ลองเช็กดู ผมวกรถกลับมาที่บ้าน หัวใจเต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะคล้ายจะหลุดออกมาจากหน้าอก มันอึดอัดแน่นหายใจไม่ออก ผมเปิดคอมฯมือสั่นพิมพ์พาสเวิร์ดประมาณสามสี่ครั้ง หัวสมองโล่งข่าวเหงื่อไหลเต็มแผ่นหลังทั้งๆที่อากาศเย็นยะเยือก แล้วก็มีจริงๆด้วย อีเมลจากมหาวิทยาลัยที่รอคอย "Congratulation Mr.Sopon..." น้ำตาผมหยดลงบนแป้นพิมพ์ แหมะ... "we are happy to inform you that you are accepted to our Computer Science program..." เข่าผมอ่อนแรงทรุดลงนั่งร้องไห้อยู่หน้าคอมพิวเตอร์กลางบ้านอย่างควบคุมไม่ได้ ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง และโชคยังดีที่ผลตอบรับกลับมาทำให้หัวใจชุ่มชื้นพองโต เมื่อสัปดาห์ก่อนผมลองนำเสนอคอลัมน์ไปยังสำนักพิมพ์ยอดนิยมแห่งหนึ่ง เป็นงานที่ผมเองรู้สึกว่าน่าสนใจและน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านพอสมควร แต่ผมไม่มีทางรู้ว่าสนพ.นั้นใช้เวลานานเท่าไหร่ในการพิจารณา และคนที่ตัดสินใจจะเห็นด้วยกับความคิดของผมด้วยหรือไม่ก็สามารถรู้ได้อีกเหมือนกัน การรอคอยช่างอึดอัดแต่มันเป็นอย่างเดียวที่ทำได้ เมื่อคืนอาการนอนไม่หลับเพราะกังวลใคร่อยากรู้วนเวียนอยู่ในหัว พยายามขจัดด้วยการบอกตัวเองให้ใจเย็นๆและอดทนรอคำตอบก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ กระสับกระส่ายนอนพลิกไปพลิกมา หาท่าสบายไม่เจอ ลุกไปดื่มน้ำ เดินไปเข้าห้องน้ำ กลับมานอน สลับกันอย่างนี้ประมาณเกือบสองชั่วโมง ในที่สุดไม่รู้ทำยังไงลุกมาเปิดไฟหัวเตียงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน บทสัมภาษณ์นักธุรกิจชาวจีนคนหนึ่งผู้ร่ำรวยพูดเอาไว้ว่า "Never give up on something you really want. It’s difficult to wait, but more difficult to regret." (อย่ายอมแพ้กับบางอย่างที่คุณต้องการจริงๆ การรอคอยนั้นยาก แต่การเสียใจภายหลังนั้นยากยิ่งกว่า) ผมเอื้อมมือไปปิดไฟ หลับตาแล้วนึกถึงบ่ายวันนั้นที่นั่งคุยกับครูที่ปรึกษา ก่อนพูดออกมาเบาๆในลำคอว่า "yes, I'll wait" ...เพราะไม่ว่าผลลัพธ์ออกมาดีหรือร้าย การรอคอยต้องมีวันสิ้นสุด
คุณเคยรออะไรนานๆบ้างรึเปล่า? รอบางสิ่งให้มาถึง รอความฝันที่โหยหา รอคนรักที่แยกทางกันด้วยเหตุผลบางประการ รอคำตอบจากใครสักคน รอจดหมายจากใครคนนั้น รอข้อความในกล่องอีเมล รอสติ๊กเกอร์ไลน์ของเพื่อนเกินสนิท รอให้ฤดูกาลกาลแห่งความสุขหวนกลับมาอีกครั้ง หรือแม้แต่เรื่องประจำวันเช่นการรอให้น้ำซุปในหม้อต้มสุกี้เดือด แบบนี้ก็เป็นการอรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน…
View On WordPress
เมื่อผมกลายเป็นพ่อบ้าน (จำเป็น)
เมื่อผมกลายเป็นพ่อบ้าน (จำเป็น) ----- "แม่บ้านแม่เรือน" เป็นคำขยายนามเปรียบเปรยสำหรับผู้หญิงที่มีความเป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือน มีความสามารถในการดูแลจัดการเรื่องงานบ้านได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งในสมัยที่พ่อผมเป็นหนุ่มแน่น (อืมมม...ลองหมุนเข็มนาฬิกาถอยไปห้าทศวรรษ) สิ่งที่ชายทุกคนมองหาในคู่ครองคือคุณลักษณะแบบนี้ เก่งเรื่องการบริหารงานในบ้าน จัดเรียงทำความสะอาด ดูแลของใช้ จ่ายตลาดซื้อของเตรียมครัว ปลายจวักตักขึ้นมาเต็มไปด้วยเสน่ห์เลิศรส ซึ่งตอนนั้นแม่ของผมมีคุณสมบัติพวกนี้อยู่เต็มแน่น อาจด้วยว่าเธอเป็นพี่สาวคนโตของครอบครัวลูก 7 คน รองจากตายายแล้วแม่ของผมคือกำลังหลักสำคัญที่คอยหาเลี้ยงน้องๆและครอบครัวไปโดยปริยาย สมัยตอนเป็นเด็กผมเคยไปช่วยแม่จ่ายตลาดและเข้าครัวเตรียมอาหารอยู่บ้าง แต่ด้วยความเป็นเด็ก นอกจากไม่ได้ให้ความช่วยเหลือมากแล้ว ยังเกะกะขัดขวางทางเดินห้องครัวแสนคับแคบชวนน่ารำคาญ แม่เลยบอกให้ผมออกไปวิ่งเล่นบนบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ผมซึ่งเป็นเด็กว่านอนสอนง่ายและใสซื่อ วิ่งพล่านทั่วบ้านรื้อของเล่นวางระเกะระกะ หยิบนั้นนิดจับนี้หย่อย เอาอันนั้นวางตรงนี้ เอาอันนี้วางตรงนู้น เรียกว่า redecorate บ้านใหม่แทบตลอดทุกครั้ง และก็ไม่ใช่ใครที่มาคอยตามเก็บของเหล่านี้ ก็แม่อีกนั้นแหละ ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่างานบ้านงานเรือน ปัดกวาดเช็ดถู จ่ายตลาดเตรียมครัวทำอาหารล้างจาน หรือแม้แต่การเคลียร์ของจัดให้ทุกอย่างอยู่เป็นระเบียบในที่ทางของมันจะเป็นงานหนักที่ใช้แรงกายมากมายและแรงใจแห่งความอดทนที่มากกว่าหลายเท่าตัว ช่วงนี้ผมเริ่มเข้าใจว่าทำไมแม่ชอบสูดหายใจลึกๆ แล้วถอนมันออกมาเฮือกใหญ่ๆก่อนจะเริ่มปัดกวาดของเล่นที่กองอยู่เต็มพื้น ถ้าใครที่ติดตามอ่านงานของผมคงทราบดีว่าตอนนี้ผมกำลังอยู้ในช่วงดูแลคนป่วยและคนท้องแก่ คนป่วยคือแม่ยายที่กระดูกส้นเท้าขวาแตก คนท้องแก่คือภรรยาผู้อุ้ยอ้ายอุ้มท้องเกือบ 36 สัปดาห์ ทั้งสองคนไม่สามารถขับรถไปไหนมาไหนเอง แม้ว่าที่บ้านมีแม่บ้านที่คอยเช็ดถูพื้นและซักผ้าให้ทุกวัน แต่ในบ้านยังมีงานอีกมากมายที่รอให้สะสางตลอดตั้งแต่เช้ายันเย็น จากทีแรกที่คิดว่า "เฮ้ยยยย...งานยิบย่อยเล็กๆน้อยๆแค่นี้สบายมาก คงมีเวลานั่งอ่านหนังสือจิบชาร้อน นอนดูหนัง ฟังเพลงแจ๊ส เคาะแป้นพิมพ์เขียนหนังสือ" ที่ไหนได้...24 ชั่วโมงหมุนเร็วเหมือนเข็มนาฬิกาโด๊ปกระทิงแดงยังไงยังงั้น ทุกเช้าผมตื่นประมาณแปดโมงเศษๆไม่เกินครึ่ง แสงแดดแยงตาและเสียงค้อนทุบเหล็กของสองบ้านขนาบหน้าหลังที่กำลังมีโปรเจคเมคโอเวอร์ (คือไม่รู้ว่าทำอะไรกันแต่ทำทั้งวันและทำมานานมากแล้ว คงสร้างบ้านใหม่อีกหลังมั้ง) เป็นนาฬิกาปลุกชั้นเยี่ยมที่ไม่ต้องใส่แบตเตอรี่ ภรรยาซึ่งช่วงหลังมักตื่นก่อนเพราะท้องแก่ทำให้นอนไม่ค่อยสบายลงมานอนบนโซฟาในห้องนั่งเล่นชั้นล่างได้สักพัก ผมตามลงมาสมทบพร้อมคำถามประจำวัน "เช้านี้กินอะไรดี?" เรานั่งเปิดเมนูอาหารบนเว็บไซต์หาอาหารจานเดียวที่ทำกินกันง่ายๆ ยกตัวอย่างเมื่อวานอยากกิน "ออส่วนไข่กรอบ" ผมก็นั่งจดลิสต์ไปเลยว่าต้องไปซื้ออะไรบ้างจากซุปเปอร์ฯใกล้บ้าน แหงนหน้าดูนาฬิกาเกือบ 9:30 แล้ว เลยต้องยกเจ้าออส่วนไปเป็นมื้อเที่ยงแทนละกัน ทำขนมปังปิ้งเบคอนไข่ดาวแดกกันไปรองท้องก่อน (เดี๋ยวโรคกระเพาะถามหา) เสร็จสิ้นทุกอย่างปุ๊บ มองนาฬิกาเกือบหนึ่งชั่วโมงผ่านไป 10:30 แล้วเว้ย กำลังใส่รองเท้าเตรียมตัวออกบ้าน แม่ยายวานให้ช่วยไปจ่ายบิลค่าโทรศัพท์มือถือระหว่างทาง เสร็จฝากซื้อของกระจุกกระจิกซื้อยาซื้ออาหารหมานู้นนั้นนี้ ลิสต์ของที่ซื้อก็มีหางยาวมาอีกนิดหน่อย สบายมาก 11 โมงออกบ้าน ฝ่ารถติด ฝ่ามนุษย์ฝูงชน รอคิวจ่ายเงิน เก็บอาหารลงรถเข็น คิดเงินจ่ายตังค์ กลับถึงบ้านเกือบบ่ายสอง ท้องกิ่ว ภรรยาหน้านิ่วเพราะหิวโซ โสภณกระทะเหล็กลงมือล้างหอยนางรมแต่เสือกซื้อมาไม่พอแดก (คือพอหอยลวกน้ำแล้วจากตัวเท่านิ้วโป้งควายๆเหลือตัวเท่านิ้วก้อยเด็กแรกเกิด มึงจะหดอะไรขนาดนั้น) วานให้แม่บ้านออกไปซื้อมาอีกนิด เตรียมไข่เตรียมเครื่องปรุงรสอะไรไว้เรียบร้อย แม่บ้านกลับมาผมลงมือผัดๆทอดๆหอมอร่อยในพริบตา (คู่ครัวรสดี ~ ~ ~ ~) จัดกลางวันกันเสร็จเกือบบ่ายสาม ถอนหายใจ "เฮ้ออออ...." หย่อนก้นลงนั่งบนโซฟา มองหน้ากันแล้วถามต่อว่า "เย็นนี้กินไรดี???" (ฮึๆๆ) ก้นยังไม่ทันอุ่นโซฟายังไม่ทันยุบเป็นแก้มก้น เด้งตัวออกมาเพราะเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้ที่บ้านส่งพัสดุมาให้จากที่ฝาง ต้องขับรถไปเอาของที่รถตู้โดยสารประจำทาง ออกบ้าน 3:30 ฝ่าจำนวนรถมหาศาลกลับมาเกือบห้าโมง เย็นนี้ทีแรกว่าอยากทำข้าวผัดเบคอนแต่ตอนนี้แบตเตอรี่โสภณเริ่มอ่อนเลยแวะซื้อข้าวมันไก่กับก๊วยเตี๋ยวเรือหหน้าหมู่บ้านเข้ามาด้วยเพื่อเป็นออพชั่นเสริม โชคดีที่คนป่วยและคนท้องเห็นดีเห็นงามกินของที่ซื้อมาเลยไม่ต้องควงตะหลิวกระทะเหล็ก มีเวลาว่างนิดหน่อยออกไปปั่นจักรยานกลับมาประมาณ 6 โมงเย็น กินข้าวเย็นเสร็จ เก็บข้าวเก็บของ เก็บถ้วยเก็บจาน กลับมานั่งพักที่โซฟา มองนาฬิกาที่ข้อมือ "เชี่ย...ทุ่มหนึ่งแล้ว" เอามือถือออกมากดเล่นเปิดอ่าน เฟสบ้งเฟสบุ๊คส์ ไลน์เลยห่าเหวไปได้สักพัก หยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้เมื่อคืนได้ประมาณยี่สิบกว่าหน้า อารมณ์การเขียนกำลังมา หยิบคอมฯขึ้นมาเปิดแอพเขียนหนังสือ กดพิมพ์ตัวชื่อบทความ "เมื่อผมกลาย..." ภรรยาหันหน้ามาขอ "ที่รักขอน้ำหน่อยได้ปะ จะกินยา" วางคอมฯลง ลุกไปเทน้ำใส่แก้วกลับมาให้ภรรยา เริ่มพิมพ์ต่อ "เป็นพ่อบ้าน" แม่ยายถามต่อว่า "โสภณเปิดซีรี่ย์ฝรั่งที่ดูเมื่อวานต่อให้หน่อยได้ไหม?" วางคอมฯลงอีกครั้งแล้วลุกไปเปิดไอแพดต่อเข้ากับทีวี กลับมานั่งหน้าคอมฯได้อีกสักพัก ความคิดกระเจิดกระเจิงไม่ประติดประต่อ หันกลับไปหาหนังสืออ่านไปได้อีกเกือบสิบหน้า ภรรยาหันมาถาม "ที่รักขึ้นไปข้างบนห้องนอนเหอะ ดึกแล้ว" มองนาฬิกาพร้อมคำถามในหัวว่า "ดึกแล้วเหรอ?" สองทุ่มเกือบครึ่ง!!! ปิดฝาชัตดาวน์คอมฯ ปิดม่านหน้าต่าง เช็ดโต๊ะเรียงเก้าอี้ จัดหมอนบนโฟา กดโทรศัพท์หาเตี่ย คุยกันได้สักพักเกือบสามทุ่ม ต่อด้วยอาบน้ำ อ่านหนังสืออีกนิดหน่อย อ่านนิทานให้ลูกฟัง ปิดไฟมองนาฬิกาก็เกือบห้าทุ่มเข้าไปแล้ว หนึ่งวันกำลังจะหมดไป นอนคิดวนไปมา งานบ้านเล็กๆน้อยๆแบบนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายจากสายตาของคนภายนอก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเมื่อไม่นานมานี้ การเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีนั้นต้องละเอียดอ่อน มีการวางแผนล่วงหน้า จัดการบริหารเวลาทั้งหมดที่มี แถมยังต้องใจเย็นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักต่อคนที่ดูแลมากอีกด้วย รู้สึกนับถือแม่ของตัวเองที่ส่งเสียเลี้ยงดูน้องๆทั้งหกให้เติบโตมาได้ พอแต่งงานกับเตี่ยก็ต้องเลี้ยงลูกอีกสี่คน เป็นแม่บ้านทำอาหาร คอยเก็บกวาดดูแลทุกคนในครอบครัวอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย การเป็นพ่อบ้านจำเป็นของผมตอนนี้ช่างเป็นบทเรียนเล็กน้อย เพียงเศษเสี้ยวของความเหนื่อยล้าของคนที่ดูแลบ้านเป็นงานหลัก ต่อไปถ้าใครบอกพูดว่างานพ่อบ้านแม่บ้านนั้นง่ายผมคงเถียงคอเป็นเอ็นอย่างแน่นอน มือเล็กๆของภรรยามาสะกิดหัวไหล่ "ที่รัก เค้าลืมกินยา ขอน้ำให้หน่อยได้ไหม" ผมเอื้อมไปเปิดไฟหัวเตียง ลุกขึ้นยืนสูดหายใจแล้วก็ปล่อยออกมา คิดในใจ "เข้าใจความรู้สึกแม่ตอนเก็บตัวต่อเลโก้เข้ากล่องก็ตอนนี้เอง ความรักช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน" :-)
“แม่บ้านแม่เรือน” เป็นคำขยายนามเปรียบเปรยสำหรับผู้หญิงที่มีความเป็นกุลสตรีแม่ศรีเรือน มีความสามารถในการดูแลจัดการเรื่องงานบ้านได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งในสมัยที่พ่อผมเป็นหนุ่มแน่น (อืมมม…ลองหมุนเข็มนาฬิกาถอยไปห้าทศวรรษ) สิ่งที่ชายทุกคนมองหาในคู่ครองคือคุณลักษณะแบบนี้ เก่งเรื่องการบริหารงานในบ้าน จัดเรียงทำความสะอาด ดูแลของใช้ จ่ายตลาดซื้อของเตรียมครัว ปลายจวักตักขึ้นมาเต็มไปด้วยเสน่ห์เลิศรส…
View On WordPress