พบกันยามเช้าสำหรับการ “ปลุกกสติ ออนไลน์” วันที่สี่ ขอให้ทุกท่านเปิดใจรับความสดชื่นของอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเช้านี้ หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกสบายๆ ถ้าเห็นอาตมากำลังพูดคุยกับคุณอยู่ ก็แสดงว่าตอนนี้คุณตื่นแล้ว แต่อย่าให้ตื่นแต่กาย ขอให้ใจตื่นด้วย ซึ่งไม่ได้หมายถึง ‘ตื่นตัว’ เท่านั้น แต่หมายถึง ‘ตื่นรู้’ ร่างกายเรามีสองสภาวะคือ ‘ตื่น’ กับ ‘หลับ’ ใจเราก็มีสองสภาวะคือ ‘รู้’ กับ ‘หลง’ เวลาร่างกายตื่น ไม่ได้แปลว่าใจเราตื่นไปด้วย กายตื่นแต่ใจอาจจะหลงอยู่ก็ได้ หลงเข้าไปในความคิดหรืออารมณ์ นั่นคืออาการใจลอย คือความไม่รู้ตัว ถ้าเราพยายามสร้าง ‘ตัวรู้’ ให้เกิดขึ้นกับใจอย่างสม่ำเสมอ ความทุกข์วิตกกังวลซึ่งเกิดจากความหลง ก็จะมารบกวนเราได้ยาก . สร้างตัวรู้ให้มีกำลังมากขึ้น ตั้งแต่ตื่นเช้าขึ้นมา ไม่ว่าเราทำอะไร ก็ไม่ได้ทำแบบอัตโนมัติตามความเคยชิน แต่ทำด้วยความรู้ตัว เช่น เก็บที่นอน พับผ้าห่ม เราก็ทำด้วยความรู้ตัว ใจไม่ลอยไปโน่นไปนี่ คือใจไม่หลง แต่เป็นธรรมดา ระหว่างเก็บที่นอน ใจเราจะเผลอคิดไปโน่นคิดไปนี่ บางทีก็นึกถึงโทรศัพท์มือถือ แต่ขอให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว ทำนองเดียวกัน เวลาลุกไปล้างหน้า ถูฟัน อาบน้ำ เมื่อก่อนนี้เราอาบน้ำไปด้วย ใจก็ลอยไปด้วย ถูฟันไปด้วย ใจก็ลอยไปด้วย แต่พอรู้ตัวเมื่อไหร่ว่าใจลอย ใจเผลอ เราก็กลับมา สติจะทำให้เรารู้ตัวว่าเผลอไป แล้วสติจะพาใจกลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว อยู่กับสิ่งที่กำลังทำ ให้สติได้ทำงานแบบนี้บ่อยๆ คือ รู้ว่าเราเผลอ รู้ว่าใจลอย รู้ทันความคิด รู้ทันอารมณ์ . สติที่ถูกใช้งานบ่อยๆ จะเป็นสติที่มีกำลังและรวดเร็วฉับไวมากขึ้น เหมือนเวลาเราใช้กล้ามเนื้อในการวิ่งหรือเดินบ่อยๆ กล้ามเนื้อก็แข็งแรง ทำให้วิ่งหรือเดินได้เร็วและนาน แต่เราไม่ค่อยได้ใช้สติในการรู้ทันความคิด ไม่ได้ใช้สติในการระลึกรู้ว่า เรากำลังหลง แต่หากเราเริ่มต้นเช้าทุกวัน ด้วยการทำสิ่งต่างๆ อย่างรู้สึกตัว ทำแบบสบายๆ ไม่ต้องบังคับจิตให้แนบแน่นหรือจดจ่อ เช่น ขณะที่เราถูฟัน ก็ไม่จำเป็นต้องเอาจิตไปจดจ่ออยู่ที่มือหรือใบหน้า แค่ให้รู้ไปทั้งตัว หรือ ‘รู้ตัวทั่วพร้อม’ ทำความรู้สึกตัวแบบสบายๆ เผลอบ้างก็ไม่เป็นไร อย่าไปโมโหตัวเอง มันจะฟุ้งบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งก็ดีเหมือนกันเพราะเป็นโอกาสให้สติได้ทำงานด้วยการรู้ทัน หรือรู้ตัวว่าฟุ้งไปแล้ว เรียกว่า ‘รู้ทันความคิด’ หากใจไม่ได้คิดอะไร ก็ให้มารู้ว่ากายกำลังทำอะไร ไม่ว่าจะล้างหน้า เช็ดตัว กวาดบ้าน ทำครัว ฯลฯ เราใช้กายทำโน่นทำนี่ทั้งวัน เมื่อกายทำอะไรก็ให้ใจก็รู้สึก เช่น รู้สึกว่ามือเขยื้อนขยับ เท้าเขยื้อนขยับ อันนี้เรียกว่า ‘รู้กายเคลื่อนไหว’ ไม่ได้รู้แบบจดจ่อเฉพาะจุด แต่เป็นการรู้แบบรวมๆ รู้ทั้งตัวทั่วพร้อม เพียงแต่ว่ามือที่ขยับเท้าที่เขยื้อนในเวลานั้น อาจจะทำให้เรารู้สึกชัดเจนตรงจุดนั้นมากกว่าจุดอื่น หากเรารู้ตัวทั่วพร้อม เวลาหายใจเราก็รู้ ต่อไปถ้ารู้ละเอียดขึ้น เวลากระพริบตาเราก็รู้ น้ำตาไหลเราก็รู้ แต่ใหม่ๆ ก็อย่าเพิ่งไปเอาถึงขนาดนั้น ให้มันเป็นไปเอง . หลักการเจริญสติ สรุปง่ายๆ ก็มีสองเรื่องคือ 1. รู้กายเคลื่อนไหว 2. รู้ใจคิดนึก (รวมทั้งรู้ใจในยามที่เกิดอารมณ์ด้วย) เราชอบนะถ้ามีเพื่อนรู้ใจ มีแฟนรู้ใจ หรือมีพ่อแม่ที่รู้ใจ เราอยากได้คนแบบนั้น แต่มันยากที่จะมีคนรู้ใจเรา และก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ‘เรารู้ใจตัวเอง’ ให้รู้ว่าตอนนี้กำลังคิดอะไร กำลังมีความรู้สึกอย่างไร ตอนนี้กำลังเหงา โกรธ หงุดหงิด ขุ่นเคือง วิตกกังวล ฯลฯ สติจะช่วยให้รู้ว่ามีอารมณ์เหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการรู้แบบ ‘รู้ทัน’ รู้แล้วไม่ได้ตามมันไป แต่รู้แล้วก็วาง แล้วใจเราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน “รู้กายเคลื่อนไหว รู้ใจคิดนึก” เป็นหลักข้อหนึ่งในการเจริญสติ ปลุกสติเราขึ้นมา แต่ถ้าใจไม่ได้คิดนึกอะไร ก็ให้มารู้กาย อย่างที่อาตมาแนะนำคือ อย่าอยู่ว่างๆ บางขณะเรากำลังคอยเพื่อน หรือบางคนคอยอาตมามาสนทนาตอน 6 โมงเช้า ระหว่างที่คอยก็อย่าอยู่นิ่งๆ อาจใช้วิธีคลึงนิ้วไป โดยรู้ว่านิ้วกำลังเขยื้อนขยับ แค่รู้เบาๆ ไม่ต้องเพ่ง สิ่งสำคัญคือ ทำด้วยใจที่ผ่อนคลาย ไม่ได้ทำด้วยใจที่เคร่งเครียด ไม่คิดจะเอาความสงบ ไม่คิดจะชนะความฟุ้งซ่าน แต่ทำสบายๆ รู้บ้าง หลงบ้างไม่เป็นไร แต่ให้ทำบ่อยๆ แล้วก็หมั่นมารู้สึกตัว . รู้สึกตัวได้ เพราะสติทำงาน สติ คือ ‘ความระลึกได้’ การที่เราจดจำอะไรต่างๆ ได้มากมายเป็นเพราะสติ ส่วนใหญ่เราใช้สติเพื่อจดจำระลึกถึง ‘สิ่งที่ผ่านไปแล้ว’ เช่น ข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับรู้ในอดีต ตั้งแต่สมัยอยู่ในโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือเรื่องราวเมื่อวานนี้ แต่เราไม่ค่อยได้ใช้สติในการระลึกรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ใน ‘ปัจจุบัน’ เคยสังเกตไหมตอนที่ใจคุณลอย สักพักคุณจะนึกขึ้นมาได้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เช่น ฟังอาตมาสนทนาอยู่ ใจอาจจะลอยไปนึกถึงงานที่ต้องทำเช้านี้ จากนั้นจะมีความระลึกได้เกิดขึ้นว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังฟังคำบรรยายอยู่นะ ตรงนี้เป็นงานของสติที่ทำให้เราระลึกได้ว่า ‘กำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน’ สติตัวนี้จะทำงานเมื่อใจเราลอย ใจเราเผลอ ไหลไปอดีต ลอยไปอนาคต หรือจมอยู่ในอารมณ์ บางทีกำลังอยู่กับพ่อแม่ กำลังอยู่กับลูก แต่ใจไปนึกถึงงาน นึกถึงภาระปัญหาต่างๆ แม้ตัวอยู่กับเขา แต่ใจไม่รู้อยู่ไหน ตรงนี้แหละสติจะสำคัญ เพราะทำให้ระลึกได้ว่า เรากำลังอยู่กับลูกนะ กำลังอยู่กับพ่อแม่นะ ให้อยู่กับเขาด้วยใจที่เต็มร้อย ถ้าเขากำลังทุกข์ เราก็รับรู้ความทุกข์ของเขา แล้วก็พูดให้กำลังใจเขา เป็นต้น . หลายคนเวลาไปทำงาน แทนที่ใจจะอยู่กับงาน ก็ไปนึกเป็นห่วงลูก เพราะระยะนี้ลูกมีพฤติกรรมที่น่าวิตก พอใจกังวลถึงลูกก็ทำงานอย่างไม่มีความสุข งานก็ออกมาไม่ดี ทำงานเสร็จกลับมาบ้านเจอลูก แทนที่ใจจะอยู่กับลูกเต็มร้อย ก็กลับไปนึกถึงงาน แล้วก็อารมณ์ไม่ดี จนบางทีเผลอระบายใส่ลูก ทั้งที่ลูกไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วยเลย หลายคนมีปัญหาแบบนี้ มาปรึกษาอาตมาว่าทำยังไงดี เวลาทำงานก็นึกถึงลูกที่บ้าน แต่เวลากลับมาบ้านเจอลูกก็ไปห่วงงาน มันแก้ไม่ยากนะ เวลาทำงานใจก็อยู่กับงาน (วางเรื่องลูกไว้ก่อน) เวลากลับมาบ้านอยู่กับลูก ใจก็อยู่กับลูกเต็มร้อย (วางงานเอาไว้) ระหว่างทำงานเมื่อใจเผลอไปนึกถึงลูก สติจะมาเตือนให้ระลึกว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ตอนนี้ แล้วสติจะดึงจิตให้เรากลับมาอยู่กับงาน อยู่กับปัจจุบันอย่างมีสมาธิ ทำให้ความห่วงกังวลถึงคนโน้นคนนี้หายไป การที่เราไม่ได้ห่วงเขา การที่เราไม่ได้กังวล ไม่ได้แปลว่าเราไม่รักเขา เรารักเขา แต่เราห่วงกังวลไปตอนนี้ก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเราอยู่ที่ทำงาน ส่วนลูกอยู่ที่บ้าน คงจะดีกว่า หากเรากลับมาบ้าน แล้วเราอยู่กับเขาทั้งกายและใจ อยู่กับเขาด้วยใจเต็มร้อย แม้บางทีจะเผลอนึกไปถึงงาน นึกถึงข้อความของเพื่อนบางคนที่ต่อว่าเราทาง LINE ทาง Facebook แต่แล้วสติจะทำให้ระลึกได้ว่า นี่เรากำลังอยู่กับลูกนะ สติพาใจกลับมาอยู่กับลูก เพื่อสนทนาพูดคุย มีความสุขและหัวเราะอยู่กับลูก เราจะสร้างสติแบบนี้ได้ ด้วยการที่เราพยายามอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับงานที่ทำ พยายามให้ความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้นกับเราอยู่บ่อยๆ . เริ่มต้นด้วยการทำทีละอย่าง อย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจิตจะสับสน ฟุ้งซ่าน แตกเป็นเสี่ยงๆ ทำอะไรก็ทำทีละอย่าง ด้วยใจที่เต็มร้อย แล้วความรู้สึกตัวจะเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นหลักให้ ‘สติ’ หรือ 'ความระลึกได้ในปัจจุบัน' ได้ทำงาน ถ้าทำซ้ำบ่อยๆ เราจะมีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มี ‘ตัวรู้’ อยู่กับใจอย่างต่อเนื่องมากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้จิตใจปลอดโปร่งผ่องใสเหมือนท้องฟ้าที่ไร้เมฆ แม้บางครั้งจะมีเมฆเข้ามาบ้าง แต่สุดท้ายเมฆจะหายไป เหลือเพียงท้องฟ้าที่กว้างใสปลอดโปร่ง ให้ใจเราเป็นอย่างนั้นแหละ เช้านี้อาตมาก็สนทนาเท่านี้ แล้วเรามาพบกันอีกทีตอน 4 โมงเย็น #ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม












