ตอบคำถามข้อสงสัยจากการปฏิบัติ 1) ขณะที่เราซักผ้าโดยใช้เครื่องซัก แล้วเราไปทำงานอื่น เช่น กวาดบ้านหรือล้างจาน เสร็จแล้วค่อยกลับมาจัดการนำผ้าที่ซักเสร็จไปตาก จะถือว่าเป็นการทำกิจสองอย่างไหม เวลาทำงานใดก็ตาม เช่น ขณะกำลังซักผ้า ใจเราก็อยู่ที่การจัดการกับผ้าที่เอาไปซัก อันนี้เรียกว่าทำทีละอย่าง ระหว่างรอเครื่องซักผ้า เราอาจจะไปทำอย่างอื่น เช่น กวาดบ้าน ล้างจาน โดยขณะที่กวาดบ้านหรือล้างจาน ใจเราก็อยู่กับสิ่งนั้นเต็มร้อย อันนี้ก็เรียกว่าทำทีละอย่าง จากนั้นเรากลับมาจัดการเอาผ้าออกจากเครื่อง ระหว่างที่ทำใจก็เต็มร้อยอยู่กับการเอาผ้าออกจากเครื่อง โดยใจไม่ลอยไปโน่นไปนี่ อันนี้ก็เรียกว่าการทำทีละอย่างเหมือนกัน . 2) ขณะนั่งรถไฟฟ้า เราถักผ้าพันคอไปด้วยโดยใจจดจ่ออยู่ที่ผ้า แบบนี้ถือว่าทำสองอย่างในเวลาเดียวกันหรือไม่ บ่อยครั้งเราจะมีกิจหรือการกระทำ 2-3 อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ขณะที่เรากินข้าวเราก็นั่งไปด้วย หรือขณะที่ฟังคำบรรยายเราก็นั่งอยู่บนพื้นหรือบนเก้าอี้ไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือ มีกิจใดที่เป็นหลักเป็นประธาน เราก็เอาใจไปอยู่กับกิจนั้นงานนั้นเต็มร้อย เช่น ขณะที่นั่งอยู่บนรถไฟฟ้า เรากำลังถักผ้า เรากำลังถักโครเชต์ การถักโครเชต์ถือเป็นกิจหลักเป็นกิจประธาน ถ้าใจเราอยู่กับกิจนั้นเต็มร้อยก็ถือว่าทำทีละอย่าง แต่ถ้าเรากำลังถักโครเชต์ แล้วบางช่วงเราก็คิดถึงลูก บางช่วงเราก็คิดถึงงานการที่เราต้องไปเจอเมื่อกลับถึงบ้าน อย่างนี้ใจมันไม่เต็มร้อยแล้ว เรียกว่าทำสองอย่าง ไม่ใช่ทำทีละอย่าง ฉะนั้นให้เข้าใจว่า บางครั้งร่างกายเราทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่ให้เรากำหนดหรือเลือกว่า อะไรที่เป็นงานหลักหรือเป็นงานประธาน แล้วให้ใจเราอยู่กับสิ่งนั้น เวลาเราขับรถเราก็นั่งไปด้วย แต่ถ้าเราขับรถอย่างมีสติ ใจเราเต็มร้อยกับการขับรถ ก็ถือว่าทำทีละอย่าง เวลาเราวิ่งจ๊อกกิ้ง อาจจะมีเสียงเข้ามากระทบหู แต่เราก็วางเสียงนั้นไป โดยให้ใจเรามีสติเต็มร้อยอยู่กับการวิ่ง ใจไม่วอกแวก ใจไม่เขว อันนี้ก็เรียกว่าทำทีละอย่าง แต่หากวิ่งไปด้วย แล้วฟังเพลงหรือฟังคำบรรยายไปด้วย อย่างนี้ใจมันจะวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างการวิ่งกับการฟัง อย่างนี้สิเรียกว่าทำสองอย่าง เว้นแต่ว่าเราวิ่งไปแล้วสักแต่ว่าได้ยินเสียง ให้ผ่านหูไปเฉยๆ ไม่ไปเกาะ ไม่ไปยึดอยู่กับเสียงเหล่านั้น อันนี้ก็พอจะเรียกได้ว่าทำทีละอย่างเหมือนกัน แต่ถ้าไม่จำเป็น ไม่ต้องมีเสียงเพลงก็ได้ ไม่ต้องมีเสียงคำบรรยายก็ได้ ที่เราฟังเพลงฟังหรือคำบรรยายไปด้วย เพราะเราเบื่อกับการวิ่ง เราต้องการให้ใจไปจดจ่อกับเสียงเพลง มันจะได้ไม่เหนื่อยง่าย มันจะได้ไม่เบื่อ อันที่จริงแล้วถ้าใจเราอยู่กับการวิ่ง เราก็สามารถจะมีใจที่สงบเย็นได้เหมือนกัน ถ้าเรารู้จักวางใจ หรือว่ามีสติอยู่กับการกระทำนั้น . 3) หากเราต้องการไปซื้อของ ระหว่างเดินทางก็นั่งนึกไปเรื่อยๆ ว่าต้องไปร้านไหนบ้าง (เพราะต้องรีบไปและรีบกลับ) แบบนี้ถือว่าไม่มีสติหรือเปล่า มันขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งใจนึกหรือเปล่า เราตั้งใจนึกว่าเรากำลังวางแผนจะซื้อของ ตั้งใจนึกลำดับสิ่งของว่าจะซื้ออะไรบ้าง หรือแม้กระทั่งนึกวางแผนเกี่ยวกับเรื่องงานการ ถ้าหากใจเราอยู่กับการนึก ไม่วอกแวก โดยไม่คิดเรื่อยเปื่อย อย่างนี้ก็เรียกว่าเรากำลังคิด กำลังลำดับสิ่งที่กำลังทำอย่างมีสติ เพราะฉะนั้นให้เข้าใจว่า การมีสติมันสามารถทำได้กับอิริยาบถต่างๆ หรือกับกิจต่างๆ มากมายหลายอย่าง เช่น การคิดและการพูด . 4) การเผลอคิดเรื่องดีๆ เรื่องที่ทำให้มีความสุขแบบเพลินๆ จะผิดไหม มันไม่ผิดหรอก แต่ถ้าถามว่ามันจะช่วยทำให้เรามีสติดีขึ้นไหม อันนี้ก็ขอตอบว่า มันไม่ช่วยเท่าไหร่ อย่าลืมว่าถ้าเราเพลินกับความคิดง่ายเกินไป เวลาเราทุกข์เพราะความคิด เราก็จะทุกข์ง่ายเหมือนกัน ถ้าเราหลงไปกับความคิดที่ดีๆ ได้ง่าย เราก็จะหลงไปกับความคิดที่ไม่ดี ที่ทำให้เจ็บปวด ที่ทำให้ทุกข์ได้ง่ายเหมือนกัน คนที่หัวเราะเสียงดังเนี่ย เวลาร้องไห้ก็ร้องไห้เสียงดังด้วย เวลามีความคิดที่ดีๆ เกิดขึ้นแล้วใจเราลอย เวลาตกลงมามันก็เจ็บนะ ยิ่งสูงก็ยิ่งเจ็บ เวลาคนชมแล้วเราเพลิน ปลาบปลื้ม ถ้าวันหนึ่งเขาเกิดไม่ชม แต่กลับวิจารณ์ตำหนิติเตียนเรา เราจะทุกข์มาก ถ้าเราไม่อยากทุกข์ ไม่อยากกลุ้ม ไม่อยากโกรธเวลามีคนตำหนิ ก็อย่าไปปลาบปลื้ม อย่าไปดีใจเวลามีคนชม เพราะมันคือสองด้านของเหรียญเดียวกัน ยินดีมากเท่าไหร่ ก็ยินร้ายมากเท่านั้น . 5) เวลาอยู่ว่างๆ ควรทำอย่างไรให้ใจไม่ลอยไปคิดเรื่องต่างๆ ใช้การตามลมหายใจดีไหม / ตามลมหายใจแล้วเกิดความเครียด ควรทำอย่างไร ก็ต้องอย่าอยู่ว่างๆ อาตมาเนี่ยเวลานั่งรถหรือว่าคอยคน ก็ไม่ได้อยู่ว่างๆ แต่มักจะคลึงนิ้วไปด้วย กระดิกนิ้วไปใจก็รับรู้ถึงนิ้วที่เคลื่อนเขยื้อนขยับหรือนิ้วที่สัมผัสกัน การรับรู้ทางกาย ไม่ว่าจะเป็นนิ้วที่ขยับ หรือรับรู้ลมหายใจก็ตาม มันจะเป็นเสมือนบ้านของจิต ทำให้จิตมีที่พักมีที่เกาะ ไม่ไปท่องเที่ยวฟุ้งซ่าน แต่ที่ผู้ถามบอกว่า ตามลมหายใจแล้วเครียด เป็นเพราะไปบังคับจิตให้มันแนบแน่นอยู่กับลมหายใจมากไป แล้วก็ไปพยายามบังคับจิตไม่ให้คิด ถ้าเราพยายามบังคับจิตไม่ให้คิด พยายามบังคับจิตให้มันอยู่กับลมหายใจ พอทำไปนานๆ จะเครียด เพราะจิตจะต่อต้าน จิตนั้นมีพลังและชอบเที่ยว ยิ่งบังคับเขายิ่งต่อต้าน เหมือนกับวัยรุ่นที่ยิ่งห้ามก็เหมือนกับยิ่งยุ จึงต้องให้เขามาอยู่กับกายด้วยความสมัครใจ อยู่แบบสบายๆ เขาจะเผลอฟุ้งเผลอไปเที่ยวบ้างก็ไม่เป็นไร พอรู้ตัวก็กลับมา อย่างนี้ก็จะไม่เครียด . 6) ระหว่างเดินจงกรมหรือทำกิจวัตรประจำวัน โดยที่เรากำลังรู้สึกตัวอยู่กับสิ่งนั้น แล้วอยู่ดีๆ ก็มีอะไรมากระทบ (เช่น เสียง สัมผัส ความคิด) เราจึงไปรับรู้ถึงสิ่งที่มากระทบก่อน แล้วค่อยกลับมารู้สึกถึงการเดินหรือทำกิจวัตรต่อ เช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม มันก็ธรรมดานะ ถ้ามีอะไรมากระทบใจก็กระเพื่อมหรือเกิดการปรุงแต่ง บางครั้งเราก็เผลอไปจดจ่ออยู่กับเสียงที่ได้ยิน เผลอไปจมอยู่กับความคิดที่มันผุดขึ้นมา อันนี้เรียกว่า ‘เผลอ’ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่พอเรารู้ตัวเมื่อไหร่ก็ให้จิตกลับมา สิ่งที่พาจิตกลับมาคือ ‘สติ’ สติจะพาจิตกลับมาอยู่กับงานหรืออิริยาบถนั้นๆ จะเป็นการเดินจงกรมหรือทำกิจวัตรใดก็แล้วแต่ อันนี้เป็นงานของสติอยู่แล้ว . 7) ยิ่งเห็นความคิดบ่อยเข้าๆ ก็รู้สึกโทษตัวเองว่าเรานี่มันไม่ดีเลย ทำอย่างไรให้ใจกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม เป็นธรรมดานะ พอเราเห็นความคิดของตัวเอง เราจะรู้ว่าเราคิดไม่ดีหลายเรื่อง การที่เราเห็นว่าเรานั้นไม่ได้ดีอย่างที่เราเคยนึก อันนี้แสดงว่าการปฏิบัติก้าวหน้าแล้ว แค่เห็นว่าเรามีความคิดที่ไม่ดี แต่อย่าไปโกรธอย่าไปตำหนิตัวเอง เพราะมันเป็นเรื่องธรรมดา จะว่าไปแล้ว ความคิดนั้นไม่ใช่เรา ความคิดดีก็ไม่ใช่เรา ความคิดที่ไม่ดีก็ไม่ใช่เรา มันแค่สิ่งที่ผุดขึ้นมา เพราะในการเจริญสตินั้น เราจะรับรู้สิ่งต่างๆ โดยไม่ตัดสิน อาจารย์ของอาตมา หลวงพ่อคำเขียน สุวณโณ ท่านจะสอนอยู่เสมอว่า “คิดดีก็ช่างคิดไม่ดีก็ช่าง” หากมีความคิดไม่ดีเกิดขึ้น ทั้งความอิจฉา ความโลภ ราคะ หรือความเกลียดเกิดขึ้น ก็แค่ดูมัน รู้มันเฉยๆ อย่าไปผลักไส แล้วก็อย่าไปคิดว่านั่นคือเรา เพราะมันไม่ใช่เรา แต่ถึงแม้จะคิดว่ามันคือเรา ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะต้องตำหนิ หรือว่ารังเกียจตัวเรา มันเป็นธรรมดา ก็แค่รู้มันเฉยๆ อย่าไปผลักไสมัน ยิ่งผลักไสมันก็ยิ่งรบกวนจิตใจเรามากขึ้น . 8) หลายครั้งที่เราควรทำงานที่จำเป็น แต่กายกลับไปจดจ่อ-มีสมาธิกับการทำสิ่งอื่น (เช่นส่งข้อความทาง LINE) จนกินเวลาไปนาน ดังนั้นการ ‘ฝึกสติ’ อย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่ หรือเราต้องอาศัยการวางแผนงานมาช่วย ‘เตือนสติ’ ด้วย จริงๆ แล้วการฝึกสติอย่างเดียวนั้นช่วยได้ แต่ใหม่ๆ สติเรายังอ่อน มันก็ต้องมีตัวช่วยสติ เช่น เราอาจจะกำหนดว่าในระหว่างที่เราใช้ Line เราจะใช้ไม่เกินกี่นาที เราจะใช้โซเชียลมีเดียวันละกี่ชั่วโมง มีการกำหนดให้แน่ชัด อันนี้เรียกว่าเป็นการสร้างวินัยให้กับตัวเอง หรืออาจกำหนดตัวเองว่า ระหว่างที่เราทำอะไรก็ตาม เราจะไม่แตะต้องโทรศัพท์มือถือ โดยอาจจะใช้วิธีออฟไลน์ ที่นี้ถ้าคุณออฟไลน์ เวลาทำอะไรมันก็ไม่มีเสียงหรือข้อความมารบกวนอยู่แล้ว คราวนี้เวลาทำงานที่จำเป็นก็เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ห่างๆ ปิดเครื่อง ปิดเสียง หรือออฟไลน์ จะทำให้ไม่มีสิ่งมาดึงดูดใจให้เขว อันนี้เรียกว่าเป็นการสร้างตัวช่วยให้สติ แต่เมื่อสติเราเริ่มดีขึ้น ต่อไปมันจะมีความคิดแว้บขึ้นมา นึกถึงโทรศัพท์มือถือ นึกถึงข้อความ แต่สติเราจะไว มันทำให้เรารู้ทันความคิดนั้น แล้วก็วางความคิดนั้นลง ความคิดนั้นจะไม่มีพลังในการดึงจิตของเราให้เขว หรือว่าล่อเร้าเย้ายวนให้ใจกังวล วิตก หรือกระเพื่อม . 9) การกำหนดสติรู้สึกตัว ขณะที่ลืมตามักจะทำได้ดี แต่พอหลับตาจะมีความฟุ้งซ่านมาก จึงอยากขอคำแนะนำ ไม่ทราบว่าผู้ถามใช้วิธีกำหนดสติอย่างไร แต่ที่อาตมาแนะนำคือ ให้ทำอะไรด้วยความรู้สึกตัว แม้จะตามลมหายใจก็ไม่ได้เอาจิตไปแนบอยู่ที่ลมหายใจ หรือจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจจนกระทั่งเห็นแต่ลมหายใจ แต่ไม่รับรู้กายเลย ให้จิตรับรู้ลมหายใจเบาๆ แล้วก็รับรู้การเคลื่อนขยับของร่างกายขณะที่กำลังหายใจเข้าออก เช่น เวลาหายใจเข้าแล้วหน้าอกพอง ท้องพอง เวลาหายใจออกแล้วหน้าอกยุบ ท้องก็ยุบ คือให้รู้สึกตัวทั่วพร้อม เมื่อทำแบบนี้แล้วการหลับตาก็จะไม่เป็นปัญหามาก อีกประการหนึ่งคือ ผู้ถามนั้นไม่ชอบความฟุ้ง อาตมาอยากจะบอกว่าความฟุ้งไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือความไม่ชอบความฟุ้ง อาการดังกล่าวทำให้เครียด ทำให้เกิดอาการผลักไส ในการปฏิบัติหรือการเจริญสตินั้น เราไม่ได้ทำเพื่อควบคุมความคิดไม่ให้ฟุ้ง แต่เพื่อไม่ให้ความคิดนั้นมาควบคุม มาบงการเรา มันฟุ้งก็ฟุ้งไป แต่ทำอะไรจิตใจไม่ได้ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านเคยพูดว่า “ความคิดเนี่ยมันห้ามไม่ได้ มันเกิดขึ้นเสมอเหมือนลมหายใจ” เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อดับความคิด เมื่อจิตมันไปรับรู้อารมณ์ใดๆ เช่น รับรู้เสียงหรือความคิดที่ผุดขึ้นมา ก็ให้มีสติรู้ทันใจที่มันไปรับรู้อารมณ์เหล่านั้น แค่นั้นก็พอ ท่านบอกว่า “อย่าฝันเวลาตื่น” ก็คือไม่ต้องไปฟุ้งอะไรมาก มันฟุ้งก็รู้ ไม่ต้องผลักไสมัน แต่ไม่ใช่ตามความฟุ้งไป วันนี้ก็ขอตอบคำถามเพียงเท่านี้ก่อน แล้วเราค่อยมาตอบกันใหม่ พบกันอีกทีพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า #ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม














