เรามาร่วมกัน “ปลุกสติ ออนไลน์” ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม เช้านี้ เราได้ต้อนรับวันใหม่ด้วยรอยยิ้มทั้งที่ใบหน้าและที่ใจของเราหรือเปล่า ตอนที่ตื่นขึ้นมาเราเก็บที่นอนด้วยความรู้สึกตัวหรือเปล่า เมื่อเราลุกไปล้างหน้า ถูฟัน เราทำด้วยความรู้สึกตัวไหม หรือว่าเราตื่นมาแล้วเก็บที่นอนไปแบบอัตโนมัติ ถูฟันก็รู้เนื้อรู้ตัวอยู่บ้าง แต่แล้วใจก็ลอยคิดไปโน่นคิดไปนี่ ก็ถือเป็นเรื่องเป็นธรรมดานะ แต่เราจะพยายามตั้งใจเพื่อที่จะรู้สึกตัวให้มากขึ้น มันจะเผลอคิดไปโน่นคิดไปนี่บ้างก็เป็นธรรมดา เพราะ 1) มันเป็นธรรมชาติของจิตเรา 2) มันเป็นนิสัยที่เราสะสมมานาน แต่ตอนนี้เราจะมาสร้างนิสัยใหม่ คือทำอะไรด้วยความรู้สึกตัว โดยทำอย่างมีสตินั่นเอง . สติกับความรู้สึกตัวนั้นเป็นของคู่กัน มีสติเมื่อไหร่ก็รู้สึกตัวเมื่อนั้น การทำอะไรอย่างมีสติก็เท่ากับการทำสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวเป็นสิ่งที่อยู่กับเรา เป็นสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว แต่เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นเคยเท่าไหร่ เพราะมันมาแบบประเดี๋ยวประด๋าวแล้วก็หายไป เพราะใจมันลอย ใจมันหลงเข้าไปในความคิดเกี่ยวกับอดีตบ้าง เกี่ยวกับอนาคตบ้าง ลองสังเกตนะ พอเราใจลอย ทำอะไรก็ไม่รู้หรอกว่ากำลังทำสิ่งนั้น แม้กำลังถูฟันอยู่ แต่ชั่วขณะที่ใจลอย ความรู้สึกตัวมันไปแล้ว ตอนนั้นไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามือกำลังถูฟัน หรือขณะที่อาบน้ำก็ไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ามือกำลังลูบไปที่ตัวเพื่อถูตัว แต่เมื่อไรก็ตามที่ตั้งใจว่า เราจะทำอะไรด้วยความรู้สึกตัว ความลืมตัวก็จะน้อยลง เพราะเราจะมีสติ มีความรู้สึกตัว เช่น ถ้าเราเอามือถูตัวขณะอาบน้ำ เราก็จะรู้สึกถึงสัมผัสที่มือ รู้สึกว่ามือกำลังเคลื่อน กำลังลูบไล้ไปตามลำตัว เวลากวาดบ้าน ถ้าเราทำอย่างมีสติ ทำด้วยความรู้สึกตัว เราจะรู้สึกว่ามือนั้นเคลื่อนขณะที่กวาด เวลาเดิน ถ้าเราเดินด้วยความรู้สึกตัว เราจะรู้สึกว่าตัวกำลังเดิน เท้ากำลังขยับ . หลักปฏิบัติง่ายๆ อย่างหนึ่งคือ ‘เวลากายทำอะไร ก็ให้รู้สึกว่ากำลังทำสิ่งนั้น’ เราใช้กายทำโน่นทำนี่หลายอย่างตลอดทั้งวัน อย่างเวลากินข้าว เราตักอาหารใส่ปากก็รู้สึกว่ามือนั้นเคลื่อน แต่ไม่ต้องไปจ้องมัน ให้รู้สึกรวมๆ รู้สึกเบาๆ ความรู้สึกว่ากายกำลังทำอะไร เป็นเครื่องชี้วัดว่าตอนนั้นเรารู้สึกตัวอยู่ เพราะใจมันอยู่กับเนื้อกับตัว เพราะเราทำอย่างมีสติ ‘กายทำอะไร ใจก็รู้สึก’ แต่ถ้าใจลอยเมื่อไหร่ มันไม่รู้สึกหรอกว่ากายทำอะไร . ตัวชี้วัดอีกอย่างหนึ่งคือ 'รู้สึกว่ากำลังทำอะไรโดยที่ไม่ได้พากย์' คือไม่ได้พากย์ว่า ‘ฉันกำลังล้างหน้า ฉันกำลังถูฟัน ฉันกำลังอาบน้ำ’ เพราะเราใช้ความคิดในการพากย์ แต่การเจริญสติหรือการทำความรู้สึกตัว เราใช้ใจไปรับรู้ว่ากายทำอะไร ใหม่ๆ ก็จะเผลอคิดไป แล้วต่อไปเราจะรู้ว่าใจมันเผลอไปเพราะสติบอกเรา เช่น เวลารถติด ใจมันหงุดหงิด สติจะบอกจะเตือนว่า ตอนนี้กำลังหงุดหงิดแล้วนะ หรือว่าที่ตอนนี้หงุดหงิดเพราะใจกำลังคิดไปถึงอนาคตข้างหน้าว่า ถ้ารถติดนานกว่านี้เดี๋ยวจะไปส่งลูกไม่ทัน จะไปทำงานสาย จะผิดนัดสำคัญ ฯลฯ ความคิดแบบนี้มันเป็นความคิดข้ามช็อตไปยังอนาคต แต่สติจะช่วยทำให้เรารู้ว่ากำลังเผลอคิดไปและพาใจกลับมา . กายทำอะไรใจก็รู้ ใจเผลอคิดไปเรื่องอะไร สติก็รู้ทัน ในการทำงานเช้านี้หรือตอนบ่ายก็ตาม ให้ทำงานอย่างมีสติ ให้ใจอยู่กับปัจจุบัน อย่างที่บอกเมื่อวานนี้ว่า “ตัวอยู่ไหน ใจอยู่นั่น” ตัวอยู่ที่ทำงาน ใจก็อยู่ที่ทำงาน ตัวอยู่ที่โต๊ะทำงาน ใจก็อยู่ที่โต๊ะทำงานด้วย แต่บ่อยครั้งใจมันจะออกไปแล้ว ออกไปที่บ้าน ห่วงลูก ห่วงพ่อแม่ที่ป่วยอยู่ หรือกังวลว่าเราปิดน้ำปิดไฟปิดแอร์หรือยัง เราล็อคประตูบ้านไหม กังวลพะวง อย่างนี้เรียกว่าไม่มีสติแล้ว บางครั้งเราจะเผลอนึกถึงอนาคตอีกแง่หนึ่งว่า ‘เมื่อไหร่จะเสร็จ งานเยอะเหลือเกิน’ พอคิดแบบนี้แล้วก็เครียดกังวล บางครั้งก็นึกถึงงานอีกหลายชิ้นที่กองอยู่ ทำงานตอนเช้าก็นึกถึงงานตอนบ่าย ทำงานวันพุธก็นึกถึงงานวันศุกร์แล้ว บางทีก็นึกถึงว่าวันเสาร์จะไปเที่ยวที่ไหนดี สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราทำงานอย่างไม่มีสมาธิ และทำให้เครียด การทำงานอย่างมีสติก็คือ วางอนาคตลงไปก่อน มันจะเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น รวมทั้งวางงานที่ยังไม่ได้ทำและวางเป้าหมายที่เราอยากจะไปให้ถึงด้วย เพราะเมื่อเราพะวงว่าทำงานเสร็จแล้วคนเขาจะพูดถึงเราอย่างไร เราจะทำงานได้ครบตามเป้าไหม เจ้านายเขาจะว่าอย่างไร แบบนี้ก็ทำให้เครียด . ผู้คนจำนวนมากไม่ได้ทุกข์เครียดกับงานที่กำลังทำ แต่ทุกข์เครียดกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ขณะที่การทำงานอย่างมีสติคือ เอาใจมาอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับงานที่กำลังทำ แต่พูดอย่างนี้ไม่ได้แปลว่าวางแผนไม่ได้นะ เวลาเราวางแผนสำหรับอาทิตย์หน้าหรือเดือนหน้า ถ้าใจเราอยู่กับการวางแผนงานนั้น ไม่วอกแวก ไม่เขว ไม่ลุกลี้ลุกลน อย่างนี้ก็เรียกว่ามีสติ เพราะการคิดเรื่องแผนงาน ถือว่าเป็นการอยู่กับปัจจุบันเช่นกัน คำว่า ‘ปัจจุบัน’ ในทางพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงเวลานี้เท่านั้น แต่หมายถึงว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ หรือสิ่งที่ควรทำ . ลองทำงานอย่างมีสติดู ทำทีละอย่าง ทีละชิ้น และทำอย่างไม่ต้องลุกลี้ลุกลน บ่อยครั้งเรานึกถึงงานข้างหน้า ก็เลยรีบจะทำงานปัจจุบันให้เสร็จไวๆ จะได้ไปทำงานข้างหน้า แล้วงานที่เราทำมันก็เลยออกมาไม่ดี เพราะเราทำด้วยความลุกลี้ลุกลน เราทำด้วยความเครียด หรือบางทีใจก็ลอยไปโน่นไปนี่ เคยมีการทำวิจัยว่าในช่วงเวลา 7 ชั่วโมงครึ่งที่คนเราทำงานนั้น เราได้ทำงานจริงๆ แค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนอีก 6 ชั่วโมงเนี่ยลอยไปโน่นลอยไปนี่ หรือไม่เช่นนั้นก็ไปทำอย่างอื่นซึ่งไม่ใช่งานที่เราได้รับมอบหมาย เช่น ตอบอีเมล ส่งข้อความทางไลน์ ทาง facebook . สิ่งที่ทำให้เรามีไม่ค่อยมีสมาธิกับการทำงานอีกอย่างหนึ่งก็คือ โทรศัพท์มือถือนี่แหละ พวก Social Media ต่างๆ เพราะแม้เราจะปิดเสียง แม้เราจะคว่ำโทรศัพท์ หลายคนก็ยังไม่มีสมาธิ เพราะคอยพะวงว่าจะมีข้อความส่งเข้ามาไหม และการทำงานก็จะขาดสมาธิไปด้วย มีผลการวิจัยรองรับว่า การวางโทรศัพท์ไว้ข้างหน้า แม้จะวางคว่ำหรือจะปิดเสียงไว้ มันก็ยังมีความพะวงอยู่ ก็เลยไม่มีสมาธิ เราอาจลองปิดโทรศัพท์ไปเลย หรือเก็บไว้ในตู้ให้พ้นสายตา ใส่ไว้ในกระเป๋าก็ได้นะ มันก็จะทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น การทำงานก็จะมีสติ . เมื่อวานนี้ได้พูดไปแล้วว่า ‘สติ’ กับ ‘สมาธิ’ นั้นสัมพันธ์กัน คือ สติเป็นเครื่องผูกจิตไว้กับอารมณ์หรืองานที่ทำ เมื่อจิตอยู่กับอารมณ์อยู่กับงานนั้น มันก็เกิดสมาธิ แต่พอมีสมาธิแล้วอาจจะขาดสติก็ได้ เพราะทำให้เพลินจนลืมเวล่ำเวลา ลืมว่าจะต้องไปประชุม ลืมว่าจะต้องไปหาเพื่อนเพราะนัดเอาไว้แล้ว หรือบางครั้งเราอ่านหนังสือนิยาย ดูโทรทัศน์ละครเกาหลี จนลืมเวลาหลับลืมเวลานอน เพราะดูอย่างมีสมาธิมาก ดังนั้น การมีสมาธิอาจจะไม่มีสติก็ได้ แต่สติจะช่วยทำให้เกิดสมาธิ . ในการเจริญสติ เราสามารถนำไปใช้กับการทำงานได้ ให้ถือว่าการทำงานก็เป็นการช่วยทำให้เรามีสติ หรือปลุกกสติให้เกิดและเข้มแข็งขึ้น แม้จะเป็นงานใช้ความคิด ก็คิดอย่างมีสติ คิดจดจ่อแต่เฉพาะสิ่งที่เรากำลังทำเฉพาะหน้า อย่าคิดออกไปนอกตัว อย่านึกถึงงานที่เรายังไม่ได้ทำ อย่าไปคิดถึงจุดหมายปลายทางของงานนั้นให้มากนัก เพราะมันยังเป็นเรื่องอนาคต ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วอนาคตก็จะดีเอง . ให้เราใช้ทุกโอกาสในชีวิตของเราแต่ละวันเพื่อการปลุกสติ บางทีทำงานแล้วเครียด ก็ลองกลับมาหายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ สัก 5-10 ครั้ง ใช้เวลาเพียงแค่ 2-3 นาทีเราก็พักใจได้ และเป็นการเจริญสติไปด้วย หรือบางทีใจมันว้าวุ่น ก็ให้เอาลมหายใจเป็นบ้านของจิต ให้มีสติรู้อยู่กับลมหายใจ 3-5 นาทีก็ช่วยได้เยอะ แล้วเราก็กลับมาทำงานใหม่ ทำงานใจก็อยู่กับการทำงาน นี่คือการเจริญสติที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน เช้านี้ก็พูดกันเท่านี้ แล้ว 4 โมงเย็นเรามาพบกันเพื่อตอบคำถาม #ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม










