solanin , ผู้ใหญ่ไม่เอาไหน
จะเครื่องจักรหรือคน พอพังแล้วก็ถูกทิ้งนะ - ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีประโยคนี้ขึ้นมาในหนังเรื่องนี้กันแน่ ไม่เห็นมีใครถูกทิ้งซักคน แต่คนอื่นบนโลกน่ะไม่แน่
ทาเคดะกับเมโกะเป็นแฟนกันจากชมรมดนตรีร็อคสมัยเรียนมหาลัย จบมหาลัยมาทั้งสองคนยังเป็นแฟนกัน ยังอยู่ด้วยกัน ยังรักกัน เมโกะทำงานแบบสำนักงาน ส่วนทาเคดะทำงานพิเศษเล็กๆน้อยและเล่นดนตรีไปด้วย ชีวิตหลังเรียนจบก็เป็นแบบนี้ มันไม่ได้ก้าวหน้าไปจากตอนเรียนเท่าไหร่ ความฝันที่วาดไว้มันก็เริ่มมองไปแล้วภาพไม่ชัดเหมือนก่อน เรียนรู้ได้ว่าเป็นผู้ใหญ่มันยาก และมันก็ยากไปอีกเท่าตัวถ้าต้องการเป็นผู้ใหญ่มีความฝันที่มองมุมไหนมันก็ยังขัดกับความเป็นจริงตรงหน้า ทำไมเพียงแค่ผ่านช่วงมหาลัยไปเราก็ถูกเตะเข้าสู่โลกของผู้ใหญ่เลยทันทีแบบไม่มีเวลาให้เตรียมตัวเตรียมใจ ต้องดูแลตัวเอง ต้องรับผิดชอบ ต้องทำทุกอย่างได้ดีในเวลาที่จำกัด ทุกอย่างมันเริ่มจากการไม่เป็นผู้ใหญ่ของเมโกะที่อยู่ๆก็ยื่นใบลาออกจากงานที่ทำประจำ ทำให้ทุกคนเสียหลัก ทาเคดะไม่มั่นใจในชีวิตข้างหน้าว่าจะเอาไรกินกันละคราวนี้ บิลลี่มือกลองประจำวงที่กลับไปรับช่วงต่อร้านขายยาที่บ้านถูกตั้งคำถามว่าชีวิตที่ทำอยู่ทุกวันนี้มีความสุขแล้วจริงๆเหรอ คาโต้มือเบสที่ยังดื้อแพ่งเรียนไม่จบอยู่คนเดียวในกลุ่มต้องเริ่มมองอนาคตข้างหน้าใหม่จากที่ตั้งใจว่าจะเรียนซ้ำอีกปี หนังดำเนินเรื่องไปแบบไม่หวือหวาไม่น่าตกใจ มุมกล้องที่เรียบง่ายทำให้เรารู้สึกได้ว่าจริงๆแล้วชีวิตมันก็แค่นี้แหละ solanin เป็นหนังรัก เป็นหนังที่รักมากซะด้วย นึกภาพไม่ออกเลยว่าถ้าเรื่องนี้ไม่มีส่วนที่เป็นเรื่องของความรักมันจะออกมาเละเทะขนาดไหนกันเชียว ชอบความรู้สึกรักใครมากๆมากเรารู้สึกได้ว่ารักโดยที่ไม่ต้องมาแสดงว่ารักกันให้เห็นก็ได้ มันแสดงออกได้มากกว่าเดินจับมือกันหรือบอกรักกันสองสามคำ solanin เป็นหนังให้พลังใจ บอกเราว่าเราใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยความฝันของตัวเอง ผสมกับความคาดหวังและกำลังใจของคนรอบข้าง ไม่ได้บอกว่าชีวิตแบบผู้ใหญ่ที่ดีควรหรือไม่ควรเป็นยังไง แต่ในสภาวะที่เกิดขึ้นแบบนั้นตัวละครในเรื่องเลือกจะเป็นแบบไหน สุดท้ายหนังไม่ได้บอกว่าควรทำอะไร ชีวิตใครก็ชีวิตมันนี่นา












