คิดอยู่นานว่าควรเล่าเรื่องนี้ไหม มันก็จะคล้ายๆ การสาวไส้ให้กากินอยู่หน่อยๆ แต่คิดว่าเล่าๆ ไปก็เป็นวิทยาทานได้เหมือนกันนั่นแหละ ได้บุญแน่ๆๆๆ5555555555555แต่มันจะยาวมากๆ ใครอ่านจบพิมพ์99เพื่อสาทุบุนโยเร วันนี้พ่อกลับมาบ้านเพื่อเซ็นใบหย่ากับแม่ ใครได้ยินก็ตกใจ ซึ่งถ้าถามลูกสองคนที่ควรจะตกใจที่สุด คือ ต้องตกใจเหรอ งง ในความรู้สึกเราสองคน พ่อกับแม่หย่ากันไปตั้งแต่สิบปีที่แล้วนั่นล่ะ เราเคยพูดด้วยซ้ำว่าวันหย่า ลูกสาวทั้งสองจะลุกขึ้นปรบมือให้ต่อหน้านายอำเภอ แต่เสียดายพอถึงวันนี้จริงๆ ชั้นดันลางานกลับบ้านไปดูพ่อแม่หย่ากันไม่ได้!! โกด!!! 55555 โค่ดโกดดด เสียดายวินาทีประวัติศาสตร์ อยากมีส่วนร่วมสุดๆ 55555 ยังดีที่โลกหมุนเร็ว และสมาร์ทโฟนของน้องยังทำงานได้ดี เลยพอจะได้มีส่วนร่วมอยู่หน่อยๆ ภาพที่เห็นคือทั้งสองคนคุยกันปกติเหมือนก่อนหน้านี้ไม่เคยบาดหมาง ทุกอย่างผ่านไปอย่างแฮปปี้ ออกจากที่ว่าการอำเภอ ยังพากันไปช้อปปิ้ง ซื้อของกิน ซื้อของใช้เข้าบ้าน พ่อช่วยซื้อของไปซ่อมแซมบ้าน ส่วนลูกทั้งสองก็ เกาหัว แกรกๆ กับเรื่องราวในวันนี้ไปตามประสาคนชั่วโมงบินในโลกมนุษย์ยังน้อย ไม่เคยเห็นซีนหย่าและหลังหย่าแบบนี้ในละคร พ่อกับแม่เปิดโลกมั่กๆ ถ้าถามว่า เราเข้าใจที่พ่อแม่ทำมากแค่ไหน ก็ ไม่ได้เข้าใจทั้งหมดหรอก แต่สิ่งที่เรียนรู้ได้จากสิบปีที่ผ่านมา คือ เวลาจะช่วยเยียวยาทุกอย่าง ปลอบประโลม ปกป้อง และสุดท้ายเวลาจะสอนให้เรารู้จักการปล่อยวาง ทำให้เราเข้าใจทุกอย่าง และเข้มแข็งขึ้น พ่อมีครอบครัวใหม่ ครั้งแรกที่รู้คือตอนมอสองหรือสามเนี่ยล่ะแน่นอนว่าเด็กหัวร้อนเลือดนักเลงลูกพ่ออย่างดิชั้นด่าเปิงดังไปถึงบ้านยาย ด่านี่คือผ่านสไกป์นะคะ พ่ออยู่ ตปท. โทรมาบอกดีๆแท้ๆ 5555 คิดย้อนไปก็รุู้สึกผิดนะที่พูดแรงกับพ่อ แต่ก็พูดไปแล้วแหละ แก้ไขไม่ได้ด้วย ตอนนั้นพ่อบอกเราว่า แฟนใหม่บอกว่าต้องให้เวลาลูกด้วย เดี๋ยวโตขึ้นเขาก็เข้าใจ พ่อเลยไม่ได้ว่าอะไรที่เราโวยวาย มึนตึง บลาๆแบะๆที่มันงี่เง่ามากๆ เรานึกย้อนไปยังอยากตีตัวเองเลย ทำไมเป็นเด็กร้ายกาจ ;-; ช่วงแรกๆเราโกรธทุกคน โกรธตัวเอง โกรธกระทั่งครูประจำชั้นคนนึงที่ว่าเราเป็นเด็กมีปัญหา บ้านแตก เพราะเขาพูดเรื่องจริง ซึ่งเถียงไม่ได้เลยโกรธ 555 โคตรพาล แต่คนอื่นไม่มีสิทธิ์มาว่าเราสักหน่อย นั่นคือเราตอนเด็กที่ไม่เข้าใจอะไรเลย ช่วงมหาลัย เราก็เริ่มคุยดีกับพ่อมากขึ้น คุยกันแบบผู้ใหญ่คุย แต่ก็ไม่ได้คุยกันสัพเพเหระเท่าเวลาคุยกับแม่ 5555 จนกระทั่งเรียนจบแล้วเราตัดสินใจไปอยู่กับพ่อสามเดือนที่เกาหลี ก็คิดนะ ว่าจะอยู่ด้วยกันได้ไหม จะเอาอะไรไปคุยกับพ่อวะเนี่ย คือข่วงชีวิตที่เราได้อยู่กับพ่อแต่ละช่วงมันสั้นมาก ใช้เวลาด้วยกันน้อยมาก เราเลยไม่ค่อยสนิทกัน ลูกจะกลัวๆพ่อมากกว่าแม่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงๆ สาบานเลย ถ้าเราไม่เจอผู้ชายที่ดูแลเราได้ดีมากว่าหรือเท่ากับที่พ่อทำ ก็ไม่ต้องแต่งงานมีลูกมีผัว แห้งเหี่ยวตายไปเรยยังจะดีกว่า5555มันเป็นสามเดือนที่สนุกมาก โมเม้นพ่อขับรถไปรับไปส่งตอนเรียนมัธยมไม่เคยมี เรียนจบมาเพิ่งได้รับโมเม้นนี้55555555555เรากับพ่อคุยกันเถียงกันแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน พ่อบ่นเรื่องผมร่วงของเรา เรื่องทำกับข้าว เรื่องกลับบ้านดึก เรื่องชอบออกไปเที่ยวแล้วไม่ไลน์บอก เราบ่นเรื่องไปเล่นไพ่กับเพื่อนแล้วกลับดึก เรื่องไม่ยอมเติมถ่านเตาพื้นอุ่นที่บ้านจนเราหนาวนอนไม่ได้ เรื่องวันหยุดเอาแต่ไปเตะบอลไม่ยอมพาไปพาจูวิลเลจสักทีจนตอนนี้ก็ยังไม่เคยไป มันเป็นสามเดือนที่ เออ เราที่เคยคิดว่าอยู่กับพ่อไม่ได้ ก็ได้รู้ว่าจริงๆ อยู่ได้นี่หว่า แต่จะโดนบ่นมากหน่อยแค่นั้นเอง5555555และเป็นสามเดือนที่ทำให้ได้รู้ว่าพ่อก็รักเราเหมือนเดิมนั่นล่ะ นี่ไง ต่อให้พ่อกับแม่ไม่ได้รักกัน แต่พวกเขาก็ยังรักเราเหมือนเดิม เราไม่ได้ขาดอะไรเลย ไม่ได้เป็นเด็กมีปัญหาอะไรนั่นเลย เขาไม่รักกันแล้ว ก็เลยหย่ากัน นั่นมันก็ถูกต้องแล้ว แต่พวกเขายังรักพวกเราอยู่ แค่นี้ก็พอแล้วอะ ตอนนี้เหรอ ต่อให้ว่าเราขาดความอบอุ่น บ้านแตกสาแหรกขาด พ่อแม่ไม่สั่งสอนก็จะไม่โกรธค่า เพราะตอนนี้เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องจริง ที่ผ่านมา แม่ดูแลเรากับน้องดีมากจนเราไม่รู้สึกว่าตัวเองขาดอะไร พ่อเหรอ แม่ก็เป็นให้ ความอบอุ่น แม่ก็มีให้ แม่เป็นทุกอย่างให้เรามาตลอด ตายายปู่ย่าลุงป้าน้าอาก็ยังรักและเอ็นดูเรากับน้องเหมือนเดิม เราไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งวันนึง ที่เคยโกรธเวลาโดนว่าเป็นเด็กมีปัญหาๆๆ เราก็เฉยๆกับมันไปซะอย่างนั้น (และจะแอบร้องเพลงโฟร์-มดในใจต่อว่า ช่วยไม่ได้เลยเทอ ปล่อยไปก็เพ้อๆๆเที่ยวไปรักใครๆ) บอกแล้วว่าเวลาจะช่วยให้เราเข้าใจทุกอย่าง และเข้มแข็งขึ้น. อยากเป็นกำลังใจให้เด็กมีปัญหาทุกคน จะไม่บอกว่าให้เลิกโทษพ่อโทษแม่ เลิกโทษโลกใบนี้ เพราะเดี๋ยวสักวันมึงก็เลิกเองอะ 5555 แต่ จงรักในชะตาชีวิต เราเลือกไม่ได้หรอกว่าจะให้ทุกความสัมพันธ์รอบตัวเราเป็นแบบไหน แต่เราจะเข้าใจมันในที่สุด สักวันหนึ่ง จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับเรานั่นแหละ อย่างเราเองยังใช้เวลาตั้งสิบกว่าปีแน่ะ 5555 ไม่ต้องรีบร้อนทำความเข้าใจเนอะ เมื่อก่อนเราก็สงสัยเหมือนกันว่าบางเรื่องทำไมตอนอายุน้อยๆไม่เข้าใจเรื่องนั้น พออายุเท่านี้แล้วดันเข้าใจขึ้นมาเฉยๆ ซะงั้น คือมันเป็นความหมายของคำว่าวัยวุฒิอะ เราก็แค่ต้องมีชีวิตอยู่ให้ถึงวันที่จะเข้าใจมันก็พอเว่ย แล้ววันนั้น ความสุขที่แท้จริงจะบังเกิดแน่นอน :)















