น้ำอยู่บนฟ้า อากาศอยู่ใต้ดิน
“สิ่งสำคัญที่ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ปุ๋ย ไม่ใช่น้ำ แต่เป็นอากาศ” เกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ไบโอไดนามิคจากมาเลเซีย หวง เถียน ควาน (Huang Tien Khuan) กล่าวเริ่มเวิร์คช็อปเรื่องเกษตรอินทรีย์ไบโอไดนามิค หรือเกษตรชีวพลวัตตามแนวปฏิบัติของออสเตรเลียน ดีมีเทอร์ (Australian Demeter Bio-Dynamic) Pan-Asia Bio-Dynamic Association
การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง ไบโอไดนามิคหรือเกษตรอินทรีย์ชีวพลวัตตามหลักการปฏิบัติของออสเตรเลียน ดีมีเทอร์ ที่ไร่ทอง ออร์แกนิคส์ ฟาร์ม Raitong Organics Farm จังหวัดศรีสะเกษ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 29-30 พฤศจิกายน 2560 มีเกษตรกรและผู้เข้าร่วมทั่วไปกว่า 80 คน ที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับวิทยากร 2 ท่านคือ Huang Tien Khuan เกษตรกรจากมาเลเซีย และ Wu Shui Yun เกษตรกรจากไต้หวัน 吳水雲
การเกษตรอินทรีย์แบบไบโอไดนามิคหรือเกษตรอินทรีย์ชีวพลวัตเป็นหลักและวิธีการปฏิบัติเกษตรอินทรีย์เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินแบบเข้มข้น ถูกนำเสนอครั้งแรกโดย ดร.รูดอล์ฟ สไตเนอร์ (Rudolph Steiner) ในปี พ.ศ. 2467 เพื่อต่อสู้กับการเสื่อมลงของดินและพืช สุขภาพสัตว์ และปัญหาด้านการเกษตรอื่นๆ ที่เกิดจากใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอื่นๆ
ในช่วงต้นทศวรรษ 2490 (ค.ศ. 1950) อเล็กซ์ โปโดลินสกี (Alex Podolinsky) เริ่มต้นพัฒนาหลักปฏิบัติไบโอไดนามิคให้กลายเป็นหลักปฏิบัติที่นำไปใช้ได้จริงและเหมาะสมกับวิธีการทำเกษตรและพืชสวนทุกรูปแบบที่ประเทศออสเตรเลีย ต่อมาในช่วงปีต้นทศวรรษ 2500 (ค.ศ.1960) อเล็กซ์ก่อตั้งสมาคมเกษตรอินทรีย์ไบโอไดนามิคแห่งประเทศออสเตรเลีย Biodynamic Agricultural Association of Australia (BDAAA) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่เกษตรธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก แนวปฏิบัติไบโอไดนามิคของอเล็กซ์กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกในนาม "ออสเตรเลียน ดีมีเทอร์" (Australian Demeter #Biodynamic method) และถูกนำไปประยุกต์ใช้โดยเกษตรกรในหลายประเทศ
ดินที่มีอากาศ คือดินที่ร่วนซุย มีพื้นที่ให้จุลินทรีย์ทำงานย่อยสลายอินทรีย์วัตถุในดินให้กลายเป็นฮิวมัส เป็นอาหารให้รากพืชดูดซับไปหล่อเลี้ยงลำต้น ใบ ดอกและส่วนอื่นๆ ทำให้เกิดเม็ดดินเล็กๆ มากมายเป็นแหล่งตุนอาหารรอรากฝอยที่มีรูปร่างคล้ายขนนกสีขาว แผ่ขยายออกมาหาอาหารให้พืช
แหล่งอาหารที่สำคัญของพืชใช้ว่าอยู่ใต้ดิน แต่คือพลังงานแสงอาทิตย์ พืชที่แข็งแรงจะเปิดอ้ารับแสงอาทิตย์อย่างเบิกบาน สังเคราะห์แสงแล้วเปลี่ยนพลังงานเป็นคาร์บอน เป็นน้ำตาล เป็นแป้ง แล้วแบ่งปันสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในระบบนิเวศให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างอิ่มเอม
ช่วงรุ่งอรุณ ผืนดินจะชุ่มฉ่ำ เกิดจากการที่ดินคายความร้อนตลอดคืนและปะทะกับความเย็นของบรรยากาศ พืชคลุมดิน ไม่ว่าจะเป็นข้าว ถั่ว ต้นไม้หรือหญ้าต่างเก็บเกี่ยวความชุ่มชื้นเหล่านี้เอาไว้ ก่อนตะวันจะแผ่ขยายอำนาจอันร้อนระอุ สลายเม็ดน้ำให้ระเหยเป็นไอน้ำช่วงแดดออก แต่น่าเสียดายที่เรามักถอนหญ้า ถางหญ้า จนไม่เหลือพืชตัวน้อยๆ ช่วยรั้งความชุ่มชื้นเอาไว้ ผ่านไปนานเข้า ดินก็จะแห้งไปเรื่อยๆ จนแข็งและแน่นเกินกว่าพืชอื่นๆ จะเติบโตได้ เพราะรากพวกเขาไม่สามารถเจาะลงลึกไปได้มากกว่านั้น และยิ่งสารเคมีที่ตกค้างในดินทำให้ดินอัดแน่นกว่าเดิม เนื่องจากไม่มีอินทรีย์วัตถุหรือจุลินทรีย์ใดๆ ทนกับสภาวะที่เป็นพิษเกินไปได้ ดินก็จะเริ่มแตกระแหงมากกว่าเดิม ณ จุดนั้น มีแต่หญ้าที่เรามองว่าไร้ค่าที่ยังทนทานอยู่ต่อ พยายามใช้รากเจาะลึกลงไปในดิน ช่วยดินให้มีอากาศหายใจ
มีความคิดเห็นระหว่างพักเบรคว่า ถ้าวิทยากรที่มาช่วยจัดการปัญหาหญ้าให้เกษตรกรได้ ใครๆ ก็อยากทำอินทรีย์
ชาวนาไต้หวัน หวู ฉวย หยุน ถามกลุ่มเกษตรกรว่าช่วงไหนเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับคนทำนา บางเสียงตอบช่วงตั้งท้อง บางคนตอบช่วงเพาะกล้า บางคนบอกช่วงคัดเลือกพันธุ์ และก็มีเสียงบอกว่า ช่วงฝนตก ฉวย หยุน ยิ้มแล้วตอบกลับไปว่า "ช่วงหลังนาคือช่วงที่สำคัญที่สุด ตอนที่เราปลูกพืชปุ๋ยสดคือช่วงที่เรามอบคืนอาหารจากดินที่ช่วยดูแลข้าวให้ออกรวงและตั้งท้อง" ฉวย หยุนเปรียบเทียบดินกับธนาคารว่า ถ้าเรามีเงินในธนาคารแล้วเราเอาออกมาใช้อย่างเดียว ไม่เคยเติม เงินในบัญชีเราก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีอะไรเหลือ ดินก็ไม่ต่างกับธนาคาร ถ้าเราไม่เติมอาหารให้ดิน ปลูกพืชปุ๋ยสดเข้าเสริม ฮิวมัส (อาหาร) ในดินก็จะลดลงเรื่อยๆ จนดินแตกระแหง ยากจะกู้คืนกลับมา
สิ่งสำคัญคือ ความหลากหลายของพืชปุ๋ยสด ฉวย หยุนและเถียนแนะว่าแปลงพืชปุ๋ยสดควรมีพันธุ์พืชไม่ต่ำกว่า 20-30 ชนิด ซึ่งรวมถึงหญ้าต่างๆ ที่เกิดในธรรมชาติ วิทยากรทั้งสองให้แง่คิดว่า "สิ่งที่ดีหรือไม่ดีนั้น ล้วนแต่เป็นการตัดสินโดยตัวเราเอง ธรรมชาติไม่เคยตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดี ทุกสิ่งในธรรมชาติมีบทบาทและเหตุผลการดำรงอยู่ของเขา เราเพียงต้องเข้าใจว่าทำไมเขาถึงชอบมาอยู่ในผืนนาของเรา" เถียนยก "หญ้าคา" เป็นตัวอย่าง เขาอธิบายว่า หญ้าคาเป็นหญ้าที่ชอบดินแห้งๆ แข็งๆ จึงมักพบได้ง่าย เกษตรกรมักชอบตัดและถอนรากถอนโคนหญ้าคา แต่แท้จริงแล้ว หญ้าคาขึ้นมาบริเวณนั้นเพื่อมาช่วยทำให้ดินร่วนซุยขึ้น ใบหญ้าที่ตกลงมาก็จะช่วยเก็บความชื้นผิวดินให้ แต่ยิ่งเราไปตัดและขนออก ความชุ่มชื้นก็จะไม่เหลือ ก็เลยยังมีแต่หญ้าคาที่ยังโตได้ เนื่องจากดินมันแห้งและแข็งเกินกว่าพืชชนิดอื่นจะเติบโตได้
หญ้าช่วยทำหน้าที่แผ่ขยายพื้นที่ให้ดินหายใจได้ พืชปุ๋ยสดอีกชนิดที่เรามักได้ยินกันคือ พืชตระกูลถั่ว พืชมหัศจรรย์ที่ช่วยเสกอาหารที่มองไม่เห็นในอากาศและดินให้กลายเป็นสารอาหารที่พืชอื่นๆ ต้องการในอนาคต เลยได้ฉายาว่า เป็นพืชปรับบำรุงดิน
เถียนเสริมว่า ตอนที่เขาทำเกษตรอินทรีย์ช่วงแรกๆ เขาก็มักเอาปุ๋ยคอก ขี้วัวมาใช้ในแปลง แต่เมื่อเราสังเกตดีๆ วัวก็กินหญ้าในแปลง แล้วเราจะทำอย่างไรให้หญ้าในแปลงสามารถย่อยสลายกลายเป็นสภาพเดียวกับขี้วัวที่ผ่านระบบย่อยอาหารของวัวไปแล้ว แทนที่เราจะต้องขนหญ้าขนฟางเข้าๆ ออกๆ
ฉวย หยุนชี้ว่า การสังเกตและความเข้าใจดินและสิ่งแวดล้อมเป็นกระบวนสำคัญที่ทำให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่งาม เยอะและอร่อย เพราะเราจะเข้าใจว่าพืชชนิดไหนเหมาะกับพื้นที่ของเรา และถ้าพื้นที่เรายังไม่ค่อยเหมาะกับพืชตัวนั้น เราจะเข้าใจว่าเราควรจะเสริมสิ่งใดให้เหมาะกับพืชตัวนั้น เพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราสามารถทำได้มากที่สุดคือ รักษาและบำรุงให้สภาพแวดล้อมเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด เพราะพืชหาอาหารเองได้ และเขาก็ต้องการหาอาหารเองมากกว่า เราทำหน้าที่เพียงคืนอาหารให้ดินเมื่อเราทำเกษตรเสร็จแต่ละฤดูกาล
องค์ประกอบหลักของเกษตรไบโอไดนามิค (บีดี) หรือเกษตรชีวพลวัตตามแนวปฏิบัติของออสเตรเลียน ดีมีเทอร์ (Australian Demeter Bio-Dynamic) มีอยู่ 3 อย่างคือ 1.บีดีเพร็พ (สารเตรียม) ซึ่งเป็นเสมือนปุ๋ยคอกหมักแบบเข้มข้น ที่ลอกเลียนแบบระบบย่อยอาหารของวัวและดึงดูดจุลินทรีย์ในธรรมชาติเข้ามาในที่บีดีเพร็พ 2.พืชปุ๋ยสดที่หลากหลายอย่างต่ำ 20-30 ชนิด และ 3.เครื่องจักรที่เอามาช่วย "ไถลึก" เพื่อช่วยเปิดช่องให้ดินหายใจและจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนในการย่อยสลายสามารถทำงานได้อย่างคล่องแคล่ว และเข้าถึงน้ำใต้ดินดาล
เถียนอธิบายว่า บีดีเพร็พเป็นเสมือนตัวเสริมที่เข้าไปช่วยจุลินทรีย์ในดินที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติทำหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้ดีขึ้น ไปกระตุ้นให้รากพืชและจุลินทรีย์ทำงานร่วมกัน บีดีเพร็พมีทั้งหมด 8 สูตร มีหลักการใช้และช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป แต่ท้ายสุดแล้วเป้าหมายอันสูงสุดคือ ดินที่อุดมสมบูรณ์ บีดีเพร็พหลักเรียกว่า บีดี 500 เป็นการเอาขี้วัวยัดเข้าไปในเขาวัวแล้วฝังลงใต้ดินในพื้นที่อุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอเป็นเวลา 6 เดือน ขี้วัวที่ออกมาหลังจากเสร็จกระบวนการจะเป็นปุ๋ยชั้นเลิศ ปริมาณปุ๋ย 15 กรัมก็เพียงพอในการฉีดพ่นพื้นที่ขนาด 1 ไร่
แต่ก่อนที่เราจะเอาไปใช้ เราจำต้องเตรียมบีดีเพร็พ 500 ให้พร้อมก่อน เกษตรกรหญิงที่เข้าร่วมเวิร์คชอปท่านหนึ่งใช้คำว่า “ปลุกบีดีเพร็พให้ตื่น” การปลุกบีดีเพร็พให้ตื่นจะมีเทคนิคและวิธีโดยเฉพาะ นั่นคือการกวน (คน) บีดีเพร็พเพื่อให้จุลินทรีย์ได้เจอกับออกซิเจนอย่างเต็มที่ตอนผสมน้ำ จุลินทรีย์จะขยายตัวเป็นหลายเท่าตัวก่อนจะถูกเอาลงไปให้ในแปลงเกษตร ประสิทธิภาพของบีดีเพร็พก็ขึ้นอยู่กับการกวนด้วยเช่นกัน หากทำผิดหลักปฏิบัติ ศักยภาพของเขาก็จะลดเหลือเพียงแค่ 10% หรือต่ำกว่า และจะต้องเป็นคนที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงบีดีเพร็พได้
ฉวย หยุนเปรียบเกษตรกรดั่งนักมายากล เพราะเกษตรกรที่สามารถเสกอากาศให้กลายเป็นอาหารได้ เลี้ยงดูคนนับล้านให้เจริญเติบโตอย่างแข็งแรง เกษตรอินทรีย์เน้นการดูแลธรรมชาติและพืชให้แข็งแรงด้วยปัจจัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะท้ายสุดแล้ว ถ้าพืชมีแต่สารเคมีหรือเหี่ยวเฉา คนที่กินพืชผักเหล่านั้นก็จะได้รับพลังงานและสารเคมีเหล่านั้นเช่นเดียวกัน
เวิร์คชอปครั้งนี้ปิดท้ายด้วยการทดสอบ มีเพียงเกษตรกรประมาณ 20 กว่าคนเท่านั้นที่ผ่านการสอบกวนบีดีเพร็พ 500 ต่อจากนี้ พื้นที่ทดลองเกษตรอินทรีย์ไบโอไดนามิคตามแนวปฏิบัติของออสเตรเลียน ดีมีเทอร์ จะเกิดขึ้นอย่างไรก็คงขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ ความอยากลองสิ่งใหม่ๆ เทคนิคใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ รวมถึงความเข้าใจและการสังเกตของเกษตรกรเหล่านี้ ว่าเขาจะบำรุงดินที่ผ่านการใช้สารเคมีอย่างหนักมานานหลายปีให้กลายเป็นแปลงเกษตรอินทรีย์อีกแห่งของไทยได้อย่างไร