ปี 2016 ปีที่โคตรมันที่สุดในชีวิตแล้วมั้ง
เป็นปีที่ได้อยู่กับตัวเองบ่อยมาก ปีที่สามารถพูดคำว่า ‘ช่างมัน’ ได้เต็มปากเต็มคำ
เริ่มต้นปีด้วยการที่ยายไม่อยู่ด้วยแล้ว ความรู้สึกตอนนั้นมีแต่คำถามว่านี่เรื่องจริงหรอ เป็นไปได้หรอ นี่อาจเป็นการสูญเสียคนใกล้ตัวครั้งแรกในชีวิต เลยได้แต่สงสัยว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งตอนที่ฝาโลงของยายปิดลงจริงๆน้ำตาถึงไหล ตอนนั้นเองที่ได้รู้ว่ายายจะไม่อยู่กับเราแล้ว ยายคนที่ดุมาก คนที่รักหลานไม่เท่ากัน คนที่ชอบตี ยายไม่อยู่แล้ว
แล้วอารมณ์ของการสูญเสียนั้นก็หายไปง่ายๆเพราะการถ่ายหนังจุลแบบชีวิตพัง ช่วงเวลาที่ควรจะได้สนุกได้มีความสุขเหมือนคนอื่นๆ เราเอาแต่คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับที่ไหนเลย ไม่มีใครต้องการ โดนแย่งความรัก เป็นช่วงที่นอนอยู่เฉยๆก็น้ำตาไหลออกมาเอง รู้สึกเหมือนไม่มีใครแล้วจริงๆ ทำอะไรไม่เป็นตัวเองซักอย่าง เราเจ็บปวด เสียใจ แต่คุยกับใครไม่ได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังมองช่วงสองสามเดือนนั้นเป็นช่วงที่เลวร้ายอยู่ดี
พอผ่านช่วงเดือดที่สุดในช่วงชีวิตนี้มาได้ก็ไม่อยากนอนคิดมากอยู่คนเดียวอีกแล้ว มันเป็นรอยต่อของยาเสพติดกับผักปลอดสารพิษจริงๆ มีความคิดนึงในช่วงนั้นคือต่อให้ใครไม่รักเราจะรักตัวเอง เราตระเวนทั่วกรุงเทพ หาที่ออกกำลังกายที่คิดว่าใช่ที่สุด อยากเหนื่อยจนไม่ต้องนึกถึงอะไรอีก แล้วมันก็ดีขึ้นจริงๆ ในแต่ละวันเอาแต่คิดว่าตอนนี้ร่างกายเราฟื้นฟูจากอะไรแย่ๆขึ้นมากี่เปอร์เซ็น มีอะไรบ้างที่กินแล้วจะมีกำลังมากขึ้น ไม่มีน้ำมูกแล้วตอนเช้า ขึ้นบันไดสามชั้นไม่เหนื่อยแล้ว
ช่วงสองอาทิตย์สุดท้ายของการเรียนมหาลัยเลยมั้ง ได้ย้ายบ้าน ทุกอย่างเปลี่ยนไปมาก แต่ก็ดีขึ้นมาก แม้จะเสียคนสำคัญหนึ่งคนไปอยู่ที่อื่น แต่สำหรับเราในอายุเท่านี้คิดว่ามันดีกว่าการมาเห็นหน้ากันทุกวันด้วยความรู้สึกแย่ๆ (ซึ่งนี่คือวิวที่มองจากบ้าน ไม่ใช่บ้าน)
เรียนจบ ส่งงานทุกสิ่ง แบบไม่สนไม่แคร์อะไรทั้งนั้น ไม่สนใจสายตาหรือคำพูดของใคร แม่งเป็นการพิสูจน์เรื่องทัศนคติได้จริงๆ อะไรที่ทำให้รู้สึกไม่ดีก็ไม่ต้องนึกถึง ทำตัวเป็นกำแพงแข็งๆให้มันสะท้อนกลับไปเอง น่าจะเป็นการวางตัวที่ดีที่สุด
ไปเวิร์คที่อเมริกา แค่เวลาสองสามเดือนแม่งมีหลายอย่างเกิดขึ้นแบบน่าตกใจ เจอคนเลว เจอคนดี เจอเพื่อน เจอตัวเอง ได้อะไรกลับมามากมายมหาศาล มากกว่าการเที่ยวการได้เห็นอะไรใหม่ๆ(ที่จริงๆก็ไม่ค่อยตื่นเต้นซักนิด)คือการใช้ชีวิตอยู่กับคนแปลกหน้านานๆ และคนแปลกหน้ากลุ่มนั้นกลายเป็นคนที่รู้สึกดีด้วยมากๆ ใช้ชีวิตกับเพื่อนสนิทคนนึงที่ได้เห็นหลายด้านของมันมากขึ้น มีเรื่องที่ทำเสียใจ จริงๆมานั่งนึกถึงความรู้สึกชั่วโมงนั้นก็ยังจะร้องไห้อยู่เลย ยังไม่ลืมว่ากลัวอะไรกลัวมากแค่ไหน แต่ก็ผ่านทุกอย่างมาได้ หลายเรื่องที่อเมริกามันอิมแพคจนลืมไปหมดแล้วว่าประเทศนั้นมันมีอะไรบ้าง แต่ถ้าถามว่าคุ้มมั้ยมันคุ้มมากๆ คุ้มกว่าคุ้ม
ไปเที่ยวญี่ปุ่นเกาหลี 1 เดือน เป็นเดือนที่ใช้คำว่า slow life ได้มากที่สุดจริงๆ เราไม่รู้แพทคิดยังไงแต่สำหรับเรามันสนุกนะ เดินเฉยๆแบบไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องนึกถึงใครหรืออะไรทั้งนั้น แบกกระเป๋า 20-30 กิโลบนหลัง เดินกันเป็นสิบกิโล ทำตัวไร้สาระ ติ่งไปเรื่อย เดินดูบ้านช่อง ใส่เสื้อเดอะนอร์ธเฟซที่พี่นกซื้อให้ ได้เจอลุงป้าบนภูเขา เจอเอสเจ เจอแผ่นดินไหว เจอการตกไฟลท์ นอนข้างถนน นอนบนเรือ เจออะไรแปลกๆที่ญี่ปุ่น ทุกอย่างตลกดี
กลับจากทุกสิ่งทุกอย่างก็คิดถึงแต่ว่าจะเอายังไงต่อกับชีวิต จะทำอะไร จะอยู่ยังไง ตัดสินใจหนีปัญหาด้วยการชวนเพื่อนไปเที่ยวเชียงใหม่ นี่ก็พอกัน ไม่คิดอะไรทั้งนั้น กิน นอน เล่นชาเย็น ถ่ายรูปติ๊งต๊อง ได้เล่นซิปไลน์ด้วย
ตระเวนถ่ายรูปรับปริญญาเพื่อน มีความสุขดี
ต้นเดือนพฤศจิกายนเริ่มทำงานที่ภาพดี เริ่มการเป็นมนุษย์เงินเดือน เริ่มใช้ชีวิตแบบรูทีน ขึ้นบีทีเอสไปทำงานทุกเช้า การทำงานที่เหมือนได้กลับไปใช้ชีวิตนักศึกษาอีกรอบ คนแม่งก็ใกล้ตัวทั้งนั้น ไม่มีความตื่นเต้นอะไรเท่าไหร่ ไม่ค่อยเหนื่อย ไม่ค่อยชาเล้นจ์ หลังเลิกงานไปต่อยมวยที่อโศก ขึ้นบีทีเอสกลับบ้าน นอน ตื่นเช้าไปทำงานต่อ ชีวิตมีแค่นี้
ประสบการณ์ติ่งเด็กครั้งแรกในชีวิต ในช่วงหลงทาง ช่วงไม่รู้เอาไงต่อ ก็ติ่งมั่วซั่วดูเกาหลีแบบขี้แตก แล้วก็ได้ NCT มายึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งเอาเข้าจริงพอได้เข้ามาอยู่ในวงเวียนนี้แล้วก็เริ่มคิดว่าตัดสินใจถูกรึป่าว เรามาดี มาแบบไม่วุ่นวายอะไรทั้งนั้น หลายคนตีความเราไปต่างๆนานา เข้าใจความรู้สึกของคนที่เหม็นดราม่าก็วันนี้ แต่ใช้วิธีเดิม ใครจะคิดอะไรก็คิด มองเราเป็นยังไงก็มองไป เราเป็นใคร ทำอะไร คิดอะไร เรารู้ตัวเองดี จะมีก็เสียดายคนที่รู้จักกันมานานๆหลายคนที่ค่อยๆหายไป แต่เราคงเปลี่ยนตัวเองให้เข้าทางทุกคนไม่ได้ ก็คงต้องจบแบบนี้ไป ถึงจะยัง honestly งงกับเหตุผลของหลายๆคนและหลายๆอย่างก็ตาม และเพราะทุกๆอย่างตอนนี้ทำให้โคตรคิดถึงเอสเจ
แล้ววันที่รอก็มาถึง ไม่ได้ตื่นเต้นกับการรับปริญญาเท่าไหร่ ตื่นเต้นที่จะได้เจอเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ เพื่อนในทวิต เจอหลายๆคนมากกว่า ซึ่งวันนี้ก็ผ่านไปแบบขี้แตก คนเยอะ ร้อน เหมือนยืนกลางสี่แยกไฟแดง แต่ก็จบวันอย่างมีความสุข เหมือนไม่เคยมีความรู้สึกที่เคยรู้สึกตอนต้นปี ยิ้มและกอดเพื่อนได้ทุกคน สุดท้ายมันก็แค่นี้จริงๆ
พอวันจริงแล้วตื่นเต้นมือเย็นตลอด ตื่นเต้นไปหมด นี่มันสิ้นสุดวัยเรียนแล้วจริงๆนะ เรารับปริญญาแล้วนะ โมเมนท์นึงที่ชอบมากคือตอนที่เดินแถวออกมาจากหอประชุม ในมือมีใบปริญญา เอาแต่คิดว่าพ่อกับแม่จะรอตรงไหน จะหากันเจอมั้ย ไม่มีโทรศัพท์ เป็นความรู้สึกเหมือนอนุบาลที่เดินออกมาจากตึกเรียนแล้วกังวลตลอดทางว่าจะหาพ่อเจอมั้ย แต่แว๊บแรกที่เดินออกจากรั้วก็เผลอขำออกมาแรงมากแบบลืมสำรวมอะไรทั้งนั้น ขำจนน้ำตาจะไหล คือแม่ยืนโบกมือเหมือนมนุษย์ป้าให้เราอยู่ตรงนั้น มีพ่อ น้องใบตอง ไตเติ้ล น้าตุ๊ก ทุกอย่างเหมือนวันที่ไปโรงเรียนวันแรก แต่นี่คือวันสุดท้าย เราเรียนจบแล้ว มีอะไรหลายๆอย่างอยู่ในใจในตอนนั้น มีความสุขแต่ก็ใจหาย
ทุกอย่างคงจบลงที่วันนี้ พี่น้ำมาบ้าน มุกส่งรูปรับปริญญามากับแกร้บไบค์ เริ่มดู Goblin น้องใบตองวาดรูปเอ็กโซ เราหนีขึ้นมาชั้นสอง นั่งเขียนทัมเบลอร์ในรอบสองสามปีเลยมั้ง ได้ย้อนคิดถึงหลายๆอย่างที่ผ่านมาในปีนี้ก็ดีเหมือนกัน
ปี 2016 ปีที่เอาชนะตัวเองได้หลายๆอย่าง ร้องไห้ให้กับเรื่องไร้สาระ สูญเสีย ได้รับ มีทัศนคติใหม่ๆเข้ามาที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมากๆ ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างในปีนี้ สนุกมาก เราเรียนจบแล้ว เราทำงานแล้ว เราย้ายบ้านแล้ว แทบจะเรียกได้ว่าเรามีชีวิตใหม่ ความรู้สึกหลายอย่างยังอยู่ในใจเราคงอธิบายไม่ได้เหมือนตอนเด็กๆแล้ว
ถึงคนที่รัก ขอโทษกับหลายอย่างที่ผ่านมาไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ หลายอย่างที่เราเพิ่งคิดได้ว่ามันไม่ดีแต่ทำลงไปแล้ว ขอให้ให้โอกาสเราได้แก้ตัว ขอให้มองเราใหม่ และขอบคุณที่ไม่เคยทิ้งกันไปไหน
ถึงคนที่ไม่รัก ขอบคุณที่เดินออกไป ขอบคุณที่เลิกเสแสร้งอยู่กับเราทั้งที่ในใจไม่ได้คิดแบบนั้น ขอบคุณที่แสดงความจริงใจ ถึงมันจะออกมาไม่ดี แต่ก็ยังดีกว่าทนอยู่กันแบบด้วยความรู้สึกแย่ๆ ถ้ามีโอกาสเราคงได้ทำความรู้จักกันใหม่ในบรรยากาศที่ดีกว่าเดิม และเพราะเธอไม่รัก นั่นจะทำให้เราคิดถึงเธอมากๆ จริงๆ
ถึงพี่มะม่วง ปีนี้เอาจริงว่ะ เรากำลังจะเป็นผู้ใหญ่ เรากำลังจะสมัครบัตรแรบบิทใหม่จริงๆแล้ว เราอายุเข้าปีที่24 เราทำงาน เรานึกถึงอนาคต เราคงต้องทิ้งทุกอย่างไว้ในแผ่นซีดี หรือในบล็อคต่างๆนานา อายุคนเราแม่งยาวเกินกว่าจะสามารถจำทุกสิ่งทุกอย่างและทุกๆคนที่ผ่านเข้ามาได้ ถึงมันจะเป็นแค่ 23 ปีแต่ 23 ปีนั่นก็คือตลอดชีวิตของเราแล้ว อยู่ในนั้นอย่าน้อยใจนะ พี่คือช่วงชีวิตที่เรารักที่สุดเสมอ
สุดท้ายแล้วเวลามันก็แค่จะผ่านเที่ยงคืนไปเหมือนทุกๆวัน
ไปแล้วนะ 2016 ขอบใจมาก