ตอบคำถามข้อสงสัยจากการปฏิบัติ
1) เราควรให้ความสำคัญกับการปฏิบัติประมาณไหน เพราะส่วนตัวให้ความสำคัญกับการปฏิบัติเป็นเรื่องรอง ไม่ใช่เรื่องหลักในชีวิต ทำให้รู้สึกผิดอยู่บ้าง
มันขึ้นอยู่กับว่า คุณให้ความสำคัญแค่ไหนกับการรักษาใจไม่ให้ทุกข์ คุณให้ความสำคัญแค่ไหนกับการรักษาใจให้เป็นสุข
ถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุข ให้จิตใจไม่ทุกข์เวลามีอะไรมากระทบ หรือเวลามีเหตุร้ายเกิดขึ้นก็กระทบเพียงกาย แต่ไม่กระเทือนถึงใจ ฯลฯ ถ้าคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การปฏิบัติธรรมช่วยคุณได้ และที่จริงอาจเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุดเลยก็ได้
ความรู้ ปริญญาบัตร หรือความสำเร็จในชีวิตการทำงาน อาจจะทำให้มีหน้ามีตา มีเงินทอง แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันของความสุข โดยเฉพาะความสุขใจ
ถ้าคุณเห็นว่าการรักษาใจไม่ให้ทุกข์ หรือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข โดยเฉพาะสุขใจ เป็นเรื่องสำคัญ ก็ควรให้ความสำคัญกับเรื่องการปฏิบัติโดยเฉพาะการเจริญสติ การภาวนาทำสมาธิ
เราเห็นว่ามันสำคัญแค่ไหน ก็ทำเท่าที่เราเห็น
อย่าไปรู้สึกผิดนะ ถ้ารู้สึกผิดแสดงว่าคุณย่อหย่อนต่อการปฏิบัติแล้ว คุณจึงมีความรู้สึกผิดได้ มันก็เป็นเครื่องชี้ว่าต้องให้ความสำคัญกับการปฏิบัติมากขึ้น
ถ้าปฏิบัติถูก ปฏิบัติเป็น มันไม่รู้สึกผิดหรอก
.
2) ขณะทำกิจกรรมต่างๆ มีความคิดแวบเข้ามาเป็นระยะ หากเป็นความคิดเรื่องวางแผนจะปล่อยให้คิดต่อให้เสร็จ แล้วค่อยกลับมาอยู่กับปัจจุบัน แต่หากคิดกังวลหรือคิดลบจะตัดความคิดนั้นทันที แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน การปฏิบัติแบบอะลุ้มอล่วยเช่นนี้ทำได้หรือไม่
เรื่องความคิดแวบเข้ามานี่เป็นธรรมดา แต่การที่มีความคิดเข้ามาแล้วไปคิดต่อ อันนี้อาตมาไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นะ
ความคิดที่แวบเข้ามา ถ้าเป็นเรื่องของอนาคต เรื่องการวางแผน เช่น ขณะที่เรากำลังคุยกับคนอื่น ขณะที่เรากำลังอาบน้ำ ขณะที่เรากินข้าว ฯลฯ ถ้าเป็นอาตมาจะวางมันไว้ก่อน โดยจะอยู่กับสิ่งที่ทำในปัจจุบัน
ความคิดนั้นแม้สำคัญยังไงก็จดโน้ตเอาไว้ในหัวก่อน แล้วก็วางมันลง จากนั้นก็กลับมาทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ ถ้าจะวางแผนเรื่องงาน ก็นั่งวางแผน ให้เวลากับมัน อยู่กับมันด้วยใจที่เต็มร้อย
ไม่ใช่ว่าอาบน้ำไปด้วย คิดวางแผนไปด้วย หรือกินข้าวไปด้วย คิดวางแผนไปด้วย ฯลฯ ถ้าเป็นอาตมาจะไม่ทำ เพราะการทำทีละอย่างมันให้ผลดีกว่า และช่วยให้มีสมาธิมากกว่า
ส่วนความคิดกังวลหรือความคิดลบต่างๆ ที่แวบเข้ามา เราแค่รู้ทันก็พอ อย่าไปตัด เพราะการตัดความคิด ถ้าเป็นการกดข่มมันจะไม่ดีเท่าไหร่ เนื่องจากความคิดที่ถูกตัดหรือถูกกดข่ม มันจะไม่หายไปไหน เดี๋ยวมันก็แวบโผล่เข้ามาอีก
ถ้าคุณไปตัดหรือกดข่ม มันจะใช้พลังเยอะ แล้วพอทำบ่อยๆ ก็จะเหนื่อยและเครียด
แค่รู้ทันก็พอ แล้วมันไม่ต้องใช้พลังมาก
.
3) เวลาฝึกสติให้อยู่กับปัจจุบัน บางครั้งทำให้ลืมเรื่องที่ต้องทำไป รู้สึกว่างๆ ไม่ได้จดจำอะไร อย่างนี้ปฏิบัติถูกไหม
ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน มันไม่ลืมง่ายหรอก
แต่ที่ลืมโน่นลืมนี่ เป็นเพราะคุณอาจจะไปจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำจนลืมตัว คือเป็นสมาธิมากจนลืมตัว
ถ้ามันจมหายไปกับงาน อันนี้เรียกว่ามีสมาธิ แต่ขาดสติ
แต่ถ้าคุณทำงานโดยจิตไม่จมไปกับงาน ยังมีความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่บ้าง มันจะไม่ลืมง่ายๆ ว่า เดี๋ยวจะต้องทำอะไรต่อไป เพราะที่จริงความคิดว่าจะทำอะไรต่อไป มันจะโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ เพื่อเตือนให้เรารู้ว่า เสร็จงานนี้เดี๋ยวมีเรื่องอื่นต่อ
เพราะฉะนั้นที่ถามมา คงไม่ใช่การมีสติอยู่กับปัจจุบัน แต่คือการจมลงไปจนหายไปกับงาน หรือหายไปกับสิ่งที่กำลังทำอยู่
.
4) เราจะแยกแยะได้อย่างไรว่ากำลัง “ใช้ใจรู้สึก” หรือ “ใช้ความคิด”
เวลาคิดเราจะคิดเป็นคำ หรือมีเสียงขึ้นมาในใจ มีภาพขึ้นมาในใจ
ถ้ามันมีเสียง มีภาพ มีคำขึ้นมาในใจ อันนี้คือกำลังคิด ตอนนั้นเรากำลังใช้หัว
แต่ใจมันจะรู้สึก โดยไม่ได้รู้สึกเป็นภาพ มันแค่รับรู้เฉยๆ ว่าเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม ร้อน หนาว เครียด รุ่มร้อน เป็นต้น
.
5) การเจริญสติในรูปแบบ เช่น เดินจงกรมหรือยกมือสร้างจังหวะ ความเร็วช้าของการเคลื่อนไหวมีผลต่อสติหรือไม่ พบว่าถ้าจิตเผลอจะทำเร็วขึ้น แต่ถ้าทำช้าๆ จะง่วง
จริงๆ ไม่ได้มีผลต่อสติ แต่มีผลต่อความคิด คือ ถ้าเคลื่อนไหวเร็วมันจะฟุ้งเยอะ ถ้าเคลื่อนไหวช้าความคิดก็จะออกมาน้อย ซึ่งทำให้บางคนง่วง
ที่จริงถ้าอยากฝึกสติให้ไว บางทีก็ต้องเดินเร็ว แล้วความคิดมันจะออกมาเยอะและถี่ ก็ถือเป็นการบ้านให้สติได้ฝึก
สติที่เจอความคิดที่เร็วและถี่ มันก็อาจจะมีพัฒนาการ เหมือนกับนักมวยที่เจอคู่ซ้อมที่ไวที่เร็ว เขาก็จะไวและเร็วตามไปด้วย
แต่สำหรับผู้ฝึกใหม่ อย่าเพิ่งทำอย่างนั้น ให้เดินช้าๆ ไปก่อน เพราะสติเรายังอ่อน หากเจอคู่ซ้อมที่ไวเร็วเก่ง สติก็อาจจะโดนซัดจนหมอบไปเลย เราเลยต้องให้มันเจอคู่ชกที่ฝีมือพอสมน้ำสมเนื้อกัน
ฉะนั้น การเคลื่อนไหวมันไม่ได้มีผลต่อสติโดยตรง แต่มีผลต่อจิตหรือความคิด ถ้าทำเร็วก็มีความคิดฟุ้งเยอะและถี่ ถ้าทำช้าก็มีความคิดออกมาน้อย
.
6) ขณะสร้างจังหวะแล้วเกิดเวทนา เช่น ปวดเมื่อย เราควรทำอย่างไร แค่รับรู้อาการนั้นแล้วทนนั่งต่อไป หรือควรขยับร่างกายให้ผ่อนคลายขึ้น
ใหม่ๆ ก็ให้เปลี่ยนอิริยาบถ อย่าเพิ่งไปทำอะไรกับความปวดความเมื่อย แต่เวลาเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น เวลาลุก ก็ให้ลุกอย่างมีสติ
ต่อไปเมื่อเราฝึกมากเข้า สติเราพัฒนามากขึ้น ก็ให้เอาสติมาดูความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย คือ ให้เห็นความปวดโดยไม่เป็นผู้ปวด หรือใช้สติมาดูจิตว่า ตอนที่กายมันปวด ขามันปวด แล้วใจมันบ่นโวยวาย ตีโพยตีพายไหม ใจมันหงุดหงิดไหม ใจมันทุกข์ไหม ให้เอาสติมาดูตรงนี้
พอมีสติเห็นใจที่บ่นโวยวาย ใจมันจะหยุดบ่น มันจะกลับมาเป็นปกติ เรียกว่า “กายทุกข์แต่ใจไม่ทุกข์” แต่อันนี้ก็ต้องเป็นผู้ที่ผ่านการปฏิบัติมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ใหม่ๆ ก็อย่าเพิ่งไปสู้กับความปวดความเมื่อย ก็แค่เปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อมันจะได้ยืดเส้นยืดขา ความปวดความเมื่อยก็จะหายไป
.
7) เวลาทำกิจวัตร เช่น หวีผมอยู่ จิตก็คิดไปว่า “ผมนี้เคยดกดำ ตอนนี้ผมหงอก ต่อไปก็ต้องขาวโพลน เหมือนเป็นธรรมดาของโลก แต่เราก็ต้องไปย้อมผมเพื่อให้เราไม่แตกต่างกับคนอื่น” ตัวอย่างนี้คือการที่หลงไปหรือเปล่า
ประโยคแรกนี่นะ มันเป็นการเตือนสติให้เราเห็นถึงความไม่เที่ยงของสังขาร
แต่พอเราบอกว่า “จะต้องไปย้อมผมเพื่อไม่ให้แตกต่างจากคนอื่น” อันนี้เรียกว่าเป็นความหลงก็ได้ เพราะมันมีความวิตกซ่อนอยู่ว่า เราจะไม่เหมือนคนอื่น เราจะไม่ดูดีในสายตาคนอื่น อันนี้มันคือความกังวล ก็เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง
ถ้าเรารู้ทันความกังวลนั้นแล้ววางมันลง อันนั้นดี แต่ถ้าเกิดเราตามความคิดนั้นไป อันนั้นคือความหลง
ตอนที่เราเห็นหรือมีความคิดว่า “ผมเนี่ยมันจะหงอกเมื่อเวลาผ่านไป” เป็นการเตือนให้เราตระหนักถึงอนิจจัง แต่ถ้าเราปฏิบัติกับอนิจจังหรือความแปรเปลี่ยนไม่ถูกต้อง เกิดความวิตกขึ้นมา อันนี้จะกลายเป็นความหลง ไม่ใช่การเตือนสติหรือเตือนให้เราไม่ประมาท
.
8) คำว่า “จิตตก” คืออะไร มีวิธีแก้อย่างไร
จิตตก คือ จิตมันเป็นทุกข์ จิตมันแฟบ เกิดความยินร้ายขึ้นมา เกิดความห่อเหี่ยว
ถามว่าจะแก้อย่างไร ก็ให้มีสติรู้ว่า ตอนนี้จิตกำลังตก
ส่วนใหญ่ที่จิตมันตก เพราะมันไปคิดบางเรื่อง ตอนนั้นอาจจะคิดด้วยความเผลอ แล้วความคิดในเรื่องนั้นก็ทำให้จิตตก
ให้มีสติรู้ทันความคิดนั้น แล้ววางความคิดนั้นลง จะช่วยทำให้จิตกลับมาเป็นปกติได้
.
9) ปกติชอบวิ่งออกกำลังกาย บางครั้งรู้สึกว่า ร่างกายมันวิ่งของมันเอง แต่บางครั้งรู้สึกว่า เราควบคุมร่างกายให้วิ่งและหยุดวิ่งด้วยตัวเองได้ จึงเกิดข้อสงสัยว่าทำไม ‘ร่างกายไม่ใช่เรา’ ทั้งที่เวลานั้นเราควบคุมให้มันวิ่งและหยุดวิ่งได้
คุณสามารถสั่งให้มันวิ่ง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ไหม คุณสามารถสั่งให้มันวิ่งไป 3-4 ชั่วโมงโดยไม่หยุดได้หรือเปล่า สั่งไม่ได้นะ
ที่ตอนนี้คุณสั่งให้วิ่งและหยุดได้ เพราะระบบประสาทในร่างกาย รวมทั้งอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจและปอดยังเป็นปกติ ก็เลยทำให้ร่างกายวิ่งได้
แต่ถ้าเกิดคุณลิ้นหัวใจรั่ว ปอดคุณไม่ดี มีปัญหาเรื่องระบบประสาทสั่งการ ตอนนี้แม้คุณอยากวิ่ง มันก็วิ่งไม่ได้ แม้คุณตั้งใจสั่งให้วิ่ง มันก็วิ่งไม่ได้ เพราะเหตุปัจจัยไม่อำนวย แล้วถ้าต่อไปเกิดเส้นเลือดในสมองแตก มันมีผลกระทบต่อสมองบางส่วนของคุณ แม้แต่กลืนอาหารคุณยังกลืนไม่ได้เลย
อันนี้แปลว่าอะไร แปลว่าร่างกายไม่ใช่ของคุณ แต่ที่คิดว่าสั่งได้ เป็นเพราะปัจจัยต่างๆ ยังอำนวยอยู่
เปรียบเหมือนรถยนต์ เมื่อใดก็ตามที่อุปกรณ์บางตัวเสียไป เช่น ขาดน้ำมันหรือหัวเทียนเสีย อยากจะสั่งให้มันวิ่งยังไง คุณก็สั่งไม่ได้ เพราะอุปกรณ์หรืออะไหล่ชิ้นส่วนไม่ทำงาน
รถของคุณ แต่คุณสั่งมันไม่ได้ ร่างกายคุณ คุณก็สั่งไม่ได้
แม้แต่สั่งให้มันไม่ปวดท้อง สั่งให้สวย คุณก็สั่งไม่ได้ หรือน้ำหนักอ้วนแล้วอยากให้มันผอม คุณก็สั่งไม่ได้ เพียงแต่คุณสามารถจะสร้างเหตุปัจจัยทำให้มันผอมลงได้
.
10) มีอาการนอนไม่หลับ การฝึกสติจะช่วยได้ไหม อยากขอคำแนะนำ
นอนไม่หลับเพราะอะไร เพราะใจลอยใจฟุ้งหรือเปล่า สติจะช่วยให้ใจไม่ฟุ้งและช่วยให้สามารถวางความคิดลงได้
แล้วตอนนอนไม่หลับมีความกังวลไหม ยิ่งกังวลยิ่งนอนไม่หลับ เรามีสติเห็นทันความกังวลไหม
คนที่นอนไม่หลับ ยิ่งอยากหลับมันยิ่งไม่หลับ แต่พอไม่อยากหลับมันจะหลับเอง ความอยากหลับที่มันมารบกวนจิตใจ ทำให้เป็นทุกข์เมื่อนอนไม่หลับ มีสติเห็นมันไหม มีสติรู้ทันอาการเหล่านี้หรือเปล่า
สติจะช่วยทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น
.
11) ต้องดูแลผู้ป่วยที่เป็นอัลไซเมอร์ จะมีวิธีอย่างไรเพื่อรักษาใจตัวเองไม่ให้ขุ่นมัว หรือเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
ให้ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น อย่าเอาภาพของเขาเมื่อ 10 ปีที่แล้วมาเทียบ เรารู้สึกเสียใจเพราะว่าพ่อแม่หรือญาติไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อ 10 ปีหรือ 5 ปีที่แล้ว
ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น คือ ยอมรับว่าตอนนี้เขาดูแลตัวเองไม่ได้ ยอมรับว่าเขาลืมเขาหลง เขาไม่อาจจะเป็นอย่างที่คุณเคยรู้จักหรือเคยเห็น เขาอาจจะไม่ได้ทำตามที่คุณปรารถนา ฯลฯ
ถ้าคุณวางความคาดหวัง วางภาพในอดีตลง คุณจะทุกข์น้อยลง แต่ถ้าคุณยอมรับไม่ได้ วางไม่ได้ คุณจะทุกข์
ยอมรับอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น หรือคิดว่าควรจะเป็น
คำว่า “ควรจะเป็น” และ “อยากให้เขาเป็น” ให้วางเอาไว้ แล้วยอมรับในสภาพที่เขาเป็นอยู่ จะช่วยเรื่องความทุกข์ได้
ขณะเดียวกันก็รู้จักพักใจบ้าง “พักกายด้วย พักใจด้วย” เพราะถ้าดูแลตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันทั้งสัปดาห์ บางทีก็เหนื่อย
พักกายบ้าง และอย่าลืมพักใจด้วย
ปลุกสติออนไลน์ #พุทธิกา #ธรรมะเปลี่ยนชีวิต #ชีวิตเปลี่ยนสังคม














