Deep conversation with myself!
ตอนแรกที่คิดจะพิมอะไรสักอย่างเพื่อระบายความในใจมันก็มีอะไรในหัวอยู่เป็นเรื่อง ๆ อยู่หรอกนะ แต่พอย้อนไปอ่าน ๆ เรื่องที่เคยเขียนไว้เมื่อก่อน ทั้งตอนที่มีความสุขและทุกข์เบา ๆ บางทีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โตขึ้นเลยแม้แต่น้อย และอ่อนประสบการณ์มากมายกับหลายเรื่องที่ผ่านเข้ามาจนถึงวันนี้
เอาเรื่องแรกก่อนแล้วกัน มันเริ่มจากตอนที่เลื่อนฟีดในเฟซบุ๊คไปเจอเพจที่คนโคว้ททวีตในหนังมาอธิบายใส่ความรู้สึกของเขาลงไป หลาย ๆ โคว้ทเราชอบนะ มันก็แทงใจเราดี จนมาเจอโคว้ทที่พูดถึงหนังเรื่องแฟนเดย์ แฟนกันวันเดียว ..
พอจะเดาออกแล้วรึป้ะว่าจะพูดเรื่องอะไร 5555555 จนตอนนี้ก็ไม่รู้นะว่าตัวเองแกร่งพอจะพูดเรื่องความรู้สึกโง่เง่าที่ครั้งนึงเราเคยเรียกมันว่าความรักได้หรือยัง เพราะพูดถึงมันอย่างใส่อารมณ์ทั้งเศร้าโศก และโมโหไปไม่รู้กี่ครั้งมันก็ยังติดค้างในใจลึก ๆ อยู่ดี เลยคิดว่าจะเปลือยใจตัวเองเล่าสิ่งที่ยังรู้สึกในวันนี้ออกมาดู
เราไม่ใช่คนชอบดูหนัง ไม่ได้ชอบมาแต่แรก แต่แฟนเก่าเป็นคนเริ่มเอาวัฒนธรรมนี้เข้ามาในชีวิต หนังเรื่องแรกที่เข้าไปดูก่อนมีแฟนก็หนังของจีทีเอชนี่แหละ ส่วนหนังเรื่องแฟนเดย์มาในนามบ.ใหม่คือจีดีเอช แล้วก็ไปดูกับคนที่ตอนนั้นเราว่าเรารู้สึกดีด้วยมากที่สุดนะ มโนเอาเองในความคิดเลยอะว่าเราเป็นคนสำคัญ เขาชวนไปเที่ยว ไปดูหนัง ไปหาวันรับปริญญา มันจะเป็นอะไรไปได้อีกวะ .. สรุปเป็นตัวคั่นเวลา เป็นคนคุย เป็นคนมาทีหลัง อีเวนนน
มาคิดแล้วก็ขำ และรู้สึกตัวเองโง่เง่าเต่าถุย แปลกดีที่จริง ๆ แล้วไม่ว่าหนังเรื่องนั้นจะไม่ประทับใจยังไงมันก็ต้องมีอะไรให้นึกถึงได้บ้างแหละ แต่หนังเรื่องนี้มันเลือนลางมาก จางในทุก ๆ อย่าง แต่จำได้ว่าชอบการเปรียบเปรยที่ว่าความรักมักทำให้เราทำเรื่องบ้า ๆ เช่นการปีนเขาเอเวอเรสต์ หรือการข้ามตึกเวิร์ลเทรด (อะ สารภาพว่าจำไม่ได้เท่าไหร่ แต่เลื่อนไปอ่านเอนทรี่ก่อน ๆ นี้) และสุดท้ายเรื่องบ้า ๆ นี่ตอนจบมันอาจจะเป็นเราที่ตกมาตายก็ได้ ซึ่งก็ตายจริง 555555555 และไม่ได้มีใครรักษานอกจากจะต้องเยียวยาตัวเอง คือไม่รู้จักยอมแพ้ แล้วก็อยู่กับอะไรลม ๆ แล้ง ๆ มาได้นานสองนานจนถึงวันที่กลั้นใจตัดให้ขาดในวันนี้
กลับมาที่เรื่องหนัง .. อีหนังนี่ก็ตลก ตลกร้าย แบบพิมพ์ฮ่า ๆ ด้วยสีหน้าว่างเปล่ามาก คือในฟีดเฟซบุ๊กที่เลื่อนผ่านมันทำให้นึกถึงประเด็นสำคัญบางอย่างในเรื่องขึ้นมาได้ แล้วทั้งที่คิดว่าคงไม่รู้สึกอะไรแล้วก็ยังเจ็บชิบหาย เหมือนโดนสนตะพายเป็นควายให้เขาจูง เป็นเรื่องตลกที่เขาขำ คร่าว ๆ คือ .. นางเอกในเรื่องแม่งเป็นชู้กับผัวชาวบ้านว่ะ 5555555555 คือยอมเป็นแฟนเขาทั้งที่รู้ว่าเขามีเมียแล้ว โอ้ยยย มึงเอ้ย ถามจริงตอนนั่งดูข้างกันตอนนั้นรู้สึกอะไรบ้างป้ะ หรือคิดว่ากำลังนั่งดูสารคดีชีวิตตัวกูในอนาคต 55555555555 แล้วตอนนั้นแม่งวาดฝันอะไรอยู่วะตัวกู ชื่อเรื่องเหมือนเราเลยรู้สึกเหมือนเป็นแฟนกันแค่วันเดียว งี้หรอ 55555555555 โคตรเพ้อเจ้อ ตลก โง่ แล้วตอนจบเป็นไง ปลายเปิดแบบอีนางเอกก็ไม่ได้เหลือใคร ร้องไห้น้ำตาเป็นสายก็ไม่มีใครอยู่ดี กับคนที่บอกว่ารักจนยอมโกหกเป็นแฟนกันแค่วันเดียวยังหนีไปเลย โธ่ถัง
ตลอดชีวิต 25 ที่ใช้มา .. ยังไม่เคยสมหวังกับคนที่เรารู้สึกด้วยมาก ๆ มาก่อนเลยนะ กับคนแรกที่คิดว่าชอบมาก ๆ มีโอกาสได้คุยกัน เขาก็กลับไปคบกับแฟนเก่า เป็นครั้งแรกเลยมั้งตอนนั้นที่รู้สึกว่าตัวเองโคตรไม่มีค่า เป็นที่มาให้พอเริ่มชอบใครมาก ๆ เป็นครั้งที่สองก็ไม่กล้าจะไปบอกชอบเขา อยากเก็บเขาไว้อย่างนั้น อยู่ให้เราชอบไปห่าง ๆ เป็นคนในความทรงจำที่ครั้งนึงเคยนั่งข้างกัน เคยยกโต๊ะให้กัน ยกมือบ๊ายบายกันเมื่อวันงานโรงเรียน แล้วก็หายจากกันไปเงียบ ๆ แต่อย่างน้อยก็เป็นเรื่องดี ๆ ให้เราจำ หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาทำให้เรารู้สึกมาก ๆ ได้เท่านี้อีก กระทั่งแฟนเก่า ดีแสนดีถ้าไม่มีใจก็เท่านั้น ตอนเลิกกันก็ไม่ได้เจ็บ ไม่เยียวยาตัวเองนานขนาดนี้ จนมาถึงตอนนี้ มันเก้อเขิน และรู้สึกผิดบาปมากเกินไปที่จะยอมรับว่าครั้งนึงความรู้สึกเรามันไปไกลจนถึงคำว่าชอบเขา กับแค่การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะใส่ใจของเขาทำให้เราเป็นบ้าเป็นบอไปได้ขนาดนี้ และการจะตัดตัวเองออกมาทำให้เราต้องทำตัวไม่น่ารัก ทำอะไรตรงข้ามใจกับตัวเอง เพียงเพราะไม่อยากกลายเป็นคนโง่ คนเลว เหมือนอย่างในหนังที่คนมักจะสบถสาปแช่งอีกต่อไป
เราให้ไปเยอะ และคิดว่าเยอะมากเมื่อเทียบกับคนทั่วไปแต่ได้กลับมาแค่นิดเดียว แต่เป็นนิดเดียวที่เราเคยเอาไว้เลี้ยงใจอยู่นานและตอนนี้ก็เลือกจะโยนทิ้งไป ตอนนี้มาย้อนคิดอีกทีแล้วภูมิใจกับตัวเองมาก ๆ ที่ยอมทิ้งอะไรที่มันไม่ดี ทำให้เรารู้สึกไม่มีค่าออกไปได้ ยอมรับว่าตัวเองพลาดไปแล้ว และถึงจะกลับตัวช้าอย่างน้อยก็ยังกลับตัว โดยไม่ได้ยืมมือใครเข้ามาช่วย และไม่ได้ทำร้ายใคร .. ตอนนี้อาจจะยังไม่เก่งพอ มีเจ็บคันบ้างที่นึกถึง แต่ไม่ย้อนกลับไปเดินทางเดิมอีก และไม่ได้รอ ไม่ได้คาดหวังด้วยว่าหนทางต่อไปข้างหน้าที่ไม่รู้จะยาวแค่ไหน จะต้องมีใครมาเดินไปด้วยกัน
แค่อัพเดทชีวิตรักก็รู้สึกว่ายืดยาว อยากบ่นชีวิตการเงินการทำงานอีกสักหน่อยเอาแบบพอหอมปากหอมคอ งานที่ทำอยู่ เป็นงานที่คนทั่วไปเรียกว่าฟรีแลนซ์ .. มั้ยนะ คือเป็นงานที่ทำอยู่บ้านและทำมาได้ปีกว่าละ คนมองว่าสบายแต่ไร้หลัก คือดูเลื่อนลอย ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีอะไรรับประกันหรือรองรับ แต่ในใจเราคือมันสบายและเงินดีกว่าตอนทำที่เดิมมาก ๆ อย่างน้อยมีเวลาให้ไปเที่ยว และมีเงินให้แม่ใช้มากกว่าเดิม แต่มันก็นำพามาซึ่งความกดดัน คือคนมองว่าว่าง และสบายพอที่จะแสตนด์บายให้สำหรับคนอื่นตลอด ทั้งที่จริง ๆ แล้วงานเราเลิกสี่ทุ่มนะ 5555555 มันเป็นงานที่ต้องอยู่กับตัวเองคนเดียวทั้งวัน และเพื่อนห่วงมากว่าจะเป็นซึมเศร้า เพราะเราจะไม่เจอใคร ซึ่งก็ห่วงตัวเองขึ้นมาตงิด ๆ เหมือนกัน เพราะใจเริ่มกลับมาแพนิคคิดแต่อะไรร้าย ๆ กับตัวเองบ่อย ๆ จนเริ่มนอนไม่หลับ บางทีกลายเป็นไม่กล้านอนไปเลย และทุกสิ่งอันที่กล่าวมาทำให้สุขภาพเลวมาก ปวดหัวเก่ง ปวดตาก็เก่ง พอนอนรวนก็กินรวน ปวดท้องไปด้วยอีก วันดีคืนดีก็ใจเจ็บไม่มีเหตุผลจนประสาทแดกไปทั้งวัน พาลคิดนั่นคิดนี่ บางทีอยากตายหนีไปให้พ้น ๆ แต่พอเป็นอะไรนิดอะไรหน่อยก็กลัวตาย เอ้อ กลับกลอกเก่ง ช่างเรียกร้องความสนใจ ขนาดไม่ได้ไปงอแงกับใครยังเหนื่อยกับใจตัวเองเลย
ยิ่งพักหลังมาเหนื่อยที่จะพูดทำความเข้าใจกับคนอื่น ทั้งที่ยังแคร์อยู่มากแต่ก็เก็บไว้ในใจตัวเองคนเดียว เพราะรู้สึกว่าอะไรก็ตามที่เราคิด เราพยายามจะรักษามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเราฝ่ายเดียว มีความพยายามอยากคุยกับแม่ในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการเงินที่บ้าน และการดูแลสุขภาพตั่งต่างแต่เหมือนพูดใส่กำแพง พูดใส่กระจก มันสะท้อนในอกเราและไปไม่ถึงใคร ถูกมองว่าเป็นเด็กในเรื่องที่เราอยากเป็นผู้ใหญ่และเราอยากจะดูแลให้ แต่กลับถูกมองเป็นผู้ใหญ่ในเรื่องที่เราอยากจะเป็นเด็กตลอดไป ยังอยากได้แรงใจและการซัพพอร์ต .. ปัญหาการสื่อสารระหว่างกันยังมีอยู่ร่ำไป เหมือนแม่ไม่เคยเปิดหูและเราไม่เคยเปิดปากเลยเวลาคุยเรื่องจริงจังระหว่างเราแบบนี้
อีกเรื่องที่คิดมาสักพักคือช่วงนี้เราขี้น้อยใจกับพ่อแม่เก่ง โดยเฉพาะกับเรื่องน้อง แต่ไม่ค่อยแสดงออก เพราะการร้องไห้ที่บ้านหมายถึงความปัญญาอ่อนที่ไม่ได้มาจากความอ่อนแอทางจิตใจแต่มาจากความสำออยของคนที่ไม่พยายามสู้ ซึ่งบางทีงงมากว่าเราสู้กับอะไรอยู่วะ 55555555 ตอนนี้เรารู้สึกว่าเรารัก เราอยากทำทุกอย่างให้คนที่บ้าน แบบว่ามาก ๆ และพยายามไม่คิดอะไรไม่ว่าจะให้อะไรไปเท่าไหร่ก็ตาม แต่บางทีก็คิดว่าที่มันเป็นแบบนี้เพราะใจเราไม่เคยเต็มหรือเปล่าวะ คือตอนนี้เริ่มกลัวความคาดหวังที่แม่อยากจะได้จากเรา แต่ไม่เห็นอยากได้จากใคร และน้อยใจที่น้องไม่ซึ้งใจกับอะไรที่เราทำให้ ไม่ว่าจะเรื่องเงินหรือเรื่องอะไรก็ตาม พาลกลัวว่ามันไม่ช่วยเหลือในอนาคต และเหนื่อยใจที่มันงอแงกล้าขึ้นเสียงใส่เวลามันอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ แต่ก็ยังคิดถึงมัน ห่วงมัน ยังอยากได้ความรู้สึกว่าเราเข้มแข็งและพึงพาได้จากมันอยู่ตลอด 555555555 แล้วก็กดดันที่แม่คาดหวังกับเราในฐานะพี่มากขนาดนี้ กลัวว่าความคาดหวังของแม่ จะมาจากการที่รักลูกไม่เท่ากันหรืออะไรทำนองนั้น ทำไมเหมือนเริ่มพิมไม่รู้เรื่อง แต่ก็นั่นแหละ ..
ทุกวันนี้เริ่มรู้สึกว่าตัวเองกลัวการไม่ถูกรักขึ้นแบบมาก ๆ และไม่รู้เริ่มเป็นแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหน แต่ไม่อยากรู้สึกว่าตัวเราเองไม่สำคัญ จนต้องยอมวางความสุขความสบายใจของตัวเองลงหลายอย่าง และความรู้สึกแบบนี้มันไม่ดี .. ไม่ดีมาก ๆ เลย


















