OS: Perfect Time
OS: Perfect Time.
Paring DoubleB
Tag: #2BSTORY
พระเจ้ากำลังเล่นตลกกับฮันบิน
“ไอ้งานที่ให้ไปติดต่อนายแบบดังเป็นไงบ้างแล้วฮันบิน”
ฮันบินสะดุ้งเฮือกยามที่ได้ยินเสียงหัวหน้างานที่สนิทชิดเชื้ออย่างจินฮวานเอ่ยถาม สองตาคมหรี่มองคล้ายจะจับผิดลูกน้องที่มีท่าทีลุกลี้ลุกลนผิดปกติ
“มีอะไรหรือเปล่า”
“มะ..ไม่มีครับ ปกติดีทุกอย่าง”
“แล้วความคืบหน้าเป็นยังไง”
ฮันบินกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ไม่กล้าพูดความจริงตั้งแต่ได้รับงานมอบหมายงานนี้มาแล้ว ยิ่งตอนนี้ยิ่งแล้วใหญ่เขาไม่รู้จะแถตอบจินฮวานที่ยืนจ้องรอฟังคำตอบยังไงเสียด้วยซ้ำ
“กำลังพยายามติดต่ออยู่อ่ะพี่”
“ยังติดต่อไม่ได้?”
“ใช่ๆ ติดต่อไม่ได้เลย”
จินฮวานขมวดคิ้วมุ่น ทั้งสงสัยในท่าทีแปลก ๆ ของฮันบินและสงสัยว่าคิวนายแบบดังจะฮ็อทปรอทแตกถึงขนาดที่ติดต่อยากเย็นขนาดนั้นเชียวเหรอ จากเวลาที่เขามอบหมายงานให้กับฮันบินไปนี่ก็ผ่านมาเกือบสองอาทิตย์แล้ว
“ผมว่า..เราติดต่อนายแบบคนใหม่ดีไหมพี่”
“นี่ ๆ คนนี้ก็กำลังดังนะ ผมว่าถ้าเราเอาไปเสนอ..”
“หยุด ๆ ยังไงก็ต้องคนนี้ เบื้องบนสั่งลงมาขนาดนั้น เปลี่ยนนายแบบได้หาเรื่องโดนด่ายกโขยงนะสิไม่ว่า”
“แต่ว่า..”
“เอาล่ะ ๆ บอกความจริงมาสิ ว่าปัญหามันคืออะไรกันแน่”
“ผมก็แค่ติดต่อไม่ได้”
จินฮวานหรี่ตามองคนที่เงียบไปอึดใจก่อนจะยืนยันคำตอบเดิมกลับมา ดูก็รู้ว่าลูกน้องที่เขาสนิทด้วยอย่างฮันบินมีพิรุธอย่างชัดเจน
“ถ้างั้นพี่จัดการให้”
“เฮ้ย! ไม่ต้องลำบากพี่หรอก ผมจัดการได้”
“เอ้า! สรุปว่ายังไงจัดการได้หรือไม่ได้”
“เอ่อ..ถ้านัดได้แล้วพี่ไปด้วยกันได้ไหมอ่ะ”
จินฮวานกลอกตามองบนไปหลายตลบก่อนจะพยักหน้าให้กับฮันบินเป็นคำตอบ เห็นลูกน้องถอนหายใจยาวแล้วก็ยิ่งสงสัยถึงท่าทีแปลก ๆ มากขึ้นไปอีก ทุกทีฮันบินไม่เคยเรียกร้องให้เขาต้องไปด้วยกันแต่คราวนี้กลับมีอาการแปลก ๆ อย่างเห็นได้ชัด บางทีการไปติดต่องานครั้งนี้เขาอาจจะเข้าใจอะไรมากขึ้นก็เป็นได้
“สวัสดีครับผมตัวแทนจากบริษัท...ที่นัดเอาไว้ครับ”
“เชิญเลยครับ คุณบ๊อบบี้สั่งเอาไว้แล้วครับว่าถ้ามาถึงให้พาขึ้นไปพบได้เลย”
ฮันบินใจเต้นไม่เป็นส่ำยามที่ก้าวเท้าเข้าไปในลิฟต์ส่วนตัวที่ที่เมื่อสัปดาห์ก่อนเขาเพิ่งได้สัมผัสไปหมาด ๆ มือไม้ของเขาเย็นเฉียบจนน่ากลัว ฮันบินกำลังคิดว่าตัวเองใกล้จะประสาทกินเข้าไปทุกที ๆ ยามที่ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นสู่ชั้นบนไปเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ที่ชั้นชั้นหนึ่ง และตัวเลขที่ปรากฏบนชั้นนั้นทำให้ฮันบินเผลอถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาเมื่อมันไม่ใช่ชั้นเดียวกันกับที่เขามาเมื่อคราวก่อน
“เชิญตามผมมาทางนี้เลยครับ”
ฮันบินกับจินฮวานก้าวขาตามพนักงานคนนั้นไปเรื่อย ๆ จินฮวานจับสังเกตฮันบินที่มีท่าทีมองซ้ายมองขวาด้วยอาการหวาดระแวงจนต้องสะกิดถาม
“เป็นอะไร”
“เปล่าครับ”
“ทำเหมือนกลัวอะไรอยู่”
ฮันบินทำหน้าปั้นยากให้กับจินฮวานเพราะอีกฝ่ายพูดออกมาแทงใจดำอย่างจัง ฮันบินกำลังกลัว อาจจะไม่ใช่ระดับกลัวธรรมดาแต่เป็นโคตรของโคตรกลัวกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้
“พี่ต้องช่วยผมนะ”
“อะไรวะ หมดความมั่นใจตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มเลย”
“พี่ไม่เข้าใจ”
“เออ ไม่เข้าใจแต่จะช่วยไม่ให้ล่ม เข้าใจไหม”
“ขอบคุณครับ”
ฮันบินยิ้มออกมาได้เมื่อจินฮวานรับปากถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะสั่นหัวนิด ๆ กับท่าทีของเขาก็ตาม อย่างน้อยเขาก็คงจะไม่ทำให้งานเสียหายจนเกินไปหากมีหัวหน้าอย่างจินฮวานที่จะช่วยกอบกู้สถานการณ์ได้
“สวัสดีครับคุณบ๊อบบี้ ผมจินฮวานผู้จัดการจากบริษัท...ที่นัดกันเรื่องงานวันนี้ครับ”
จินฮวานเป็นคนกล่าวทักทายเปิดตัวอย่างเป็นทางการ บุคลิกที่แสดงออกถึงความมั่นใจและรอยยิ้มที่ประดับอยู่บนใบหน้าทำให้นายแบบชื่อดังยกยิ้มบางขึ้นมาก่อนจะมองเลยไปยังคนที่พยายามทำตัวลีบอยู่ข้าง ๆ หัวหน้าของตัวเอง
“ส่วนนี่ฮันบิน...ที่จะอธิบายถึงคอนเซ็ปต์งานครั้งนี้ให้คุณบ๊อบบี้ฟังครับ”
“เรียกผมว่าจีวอนก็ได้ ยังไงก็คนคุ้นเคยกัน”
ฮันบินสะดุ้งโหยงในขณะที่จินฮวานขมวดคิ้วก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็วกับประโยคแปลก ๆ ของนายแบบชื่อดังตรงหน้า ดูเหมือนว่าท่าทีแปลก ๆ ของฮันบินนั้นน่าจะเป็นเพราะเคยรู้จักกับอีกฝ่ายมาก่อนเป็นแน่
“ขอบคุณที่ให้ความเป็นกันเองกับพวกเรานะครับ ถ้าอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ทางเราจะขอเริ่มนำเสนอคอนเซ็ปต์งานเลยนะครับ”
“เชิญได้เลยครับ”
จีวอนเดินนำอีกฝ่ายไปยังมุมโซฟายาวที่ตั้งอยู่ในโซนติดกระจก เขาเหลือบมองฮันบินที่ออกอาการเกร็งจนไม่รู้ว่าเขาควรจะขำหรือเสียใจมากกว่ากันกับท่าทีแบบนั้น
“เริ่มได้เลยฮันบิน”
จินฮวานสะกิดแขนลูกน้องที่ดูเหมือนจะใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่ ก่อนที่ฮันบินจะรีบเปิดคอมพิวเตอร์พกพาของตัวเองขึ้นมา เขารวบรวมกำลังใจขนานใหญ่ก่อนจะเริ่มต้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่น ๆ ในตอนแรกก่อนที่มันจะเข้าที่เข้าทางเมื่อฮันบินพยายามจดจ่ออยู่ที่เนื้อหาของงานมากกว่าจะสนใจคนที่เขากำลังพูดเนื้องานทั้งหมดให้ฟัง
ฮันบินใช้เวลาอยู่ร่วม ๆ ยี่สิบนาที การเล่าคอนเซ็ปต์เบื้องต้นก็จบลงด้วยดี เขาลอบถอนหายใจยามที่จินฮวานรับช่วงต่อในการพูดคุยตอบข้อซักถามกับจีวอน เขาใช้จังหวะนี้ลอบมองจีวอนที่อยู่ในชุดเชิ้ตสีขาวแขนยาว เผลอใช้สายตาไล่มองไปตามข้อมือที่มีนาฬิกาหรูประดับอยู่ก่อนจะเลื่อนไปยังช่วงไหล่และรีบก้มหน้าเมื่อสายตามองเห็นช่วงอกที่เผยออกมาเมื่อเจ้าตัวปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตที่สวมใส่อยู่ถึงสองเม็ด
ฮันบินหน้าร้อนผ่าวยามที่นึกไปถึงค่ำคืนเมื่อสัปดาห์ก่อน ความเร่าร้อนในค่ำคืนนั้นไหลประดังประเดเข้ามาจนฮันบินเผลอสั่นศีรษะเบา ๆ เพื่อให้หยุดคิดถึงภาพที่พาลจะทำให้ตัวเองหน้าแดงก่ำออกมา
“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณฮันบิน”
น้ำเสียงนุ้มทุ่มพร้อมรอยยิ้มที่ประดับที่มุมปากของคนที่เอ่ยถามทำให้ฮันบินสั่นศีรษะเป็นพัลวัน พร้อมกับที่รีบตอบปฏิเสธว่าตัวเองไม่เป็นอะไร
“นั่นนะสิไม่เป็นอะไรแน่ใช่ไหม”
จินฮวานหันมาเอ่ยถามลูกน้องคนสนิทด้วยเช่นกัน เห็นรอยยิ้มของนายแบบดังแล้วก็พอจะเดาอะไรบางอย่างออกขึ้นมาได้
“หรือว่าจะปลื้มคุณจีวอน? ถึงได้มีอาการแปลก ๆ มาตั้งหลายวัน”
“เฮ้ยพี่! พูดอะไรอ่ะ ผมปกติดี”
ฮันบินทำตาโตรีบแก้ต่างให้กับตัวเอง พอสายตาเผลอไปมองสบเขากับนายแบบดังก็ต้องรีบร้อนหลบสายตาที่มองมาแล้วทำให้เขารู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ ขึ้นมา
“เอาเถอะ ๆ ปกติก็ปกติ”
จินฮวานหันมายิ้มให้กับนายแบบดัง เขาส่งสายตาที่เหมือนจะรู้กันให้กับจีวอนก่อนที่อีกฝ่ายจะยิ้มออกมาแล้วพยักหน้าให้เขาเล็กน้อย
“ถ้ายังไงผมฝากคุณจีวอนพิจารณาเรื่องรับงานให้ทางบริษัทเราอีกทีนะครับ ส่วนอันนี้เป็นสัญญาระยะเวลาหนึ่งปี ถ้าคุณต้องการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรสามารถติดต่อทางเราได้ตลอดเวลานะครับ”
“ทางผมจะพิจารณาและตอบกลับให้ทางคุณทราบแน่นอนครับ”
“ถ้าคุณพิจารณาตอบตกลงจะดีมากเลยครับ ไม่งั้นแล้วอาจจะมีคนแถวนี้ที่คงจะ..”
“ผมว่าเราจะควรจะรีบกลับดีกว่าครับ นี่ก็รบกวนเวลามาเยอะแล้ว”
ฮันบินรีบพูดแทรกขึ้นมาในทันที รู้หรอกว่ามันเสียมารยาทแต่เขาจะไม่ยอมเป็นชื่ออยู่ในบทสนทนาที่เหมือนจะเผาตัวเองแบบนั้นแน่ ๆ
“จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้รบกวนอะไรนะครับ ผมโอเค”
จินฮวานแทบจะหัวเราะพรืดออกมาเมื่อเห็นหน้าฮันบินตอนที่ได้ยินคำตอบของจีวอน เห็นลูกน้องของตัวเองที่ค้อนขวับใส่นายแบบดังแล้วก็รู้ว่าสองคนนี้คงมีอะไรลึกซึ้งมากกว่าที่เห็นเป็นแน่
“จะกลับหรือเปล่าครับหัวหน้า”
“กลับครับ ๆ ถ้ายังไงแล้วพวกผมขอตัวก่อนนะครับ หวังว่าจะได้รับข่าวดีจากคุณ”
จีวอนยกยิ้มยามที่ขยับลุกขึ้นยืนแล้วเดินนำออกไปส่งแขกทั้งสองคน เขานึกชื่นชมจินฮวานที่เหมือนจะรับรู้อะไรได้เร็ว และฉลาดมากพอที่จะหาโอกาสทิ้งให้เขามีช่วงระยะเวลาตามลำพังกับฮันบินในช่วงเวลาแวบเดียวเท่านั้น
จีวอนรั้งแขนฮันบินเอาไว้จนอีกฝ่ายเซปะทะเข้ากับแผ่นอก เขามองเห็นสีหน้าตกใจของฮันบินก่อนจะก้มลงกระซิบคำพูดข้างใบหูอีกฝ่าย
“ถ้าคิดว่าจะหนีได้ก็ลองดู”
จีวอนก้มลงงับริมฝีปากฮันบินเบา ๆ ก่อนจะปล่อยแขนของฮันบินที่ทำหน้าช็อกไปแล้ว เขายกยิ้มบางก่อนจะเป็นฝ่ายดันฮันบินให้ก้าวเดินตามหลังจินฮวานออกไป มองท่าทางที่เหมือนจะกลายเป็นหุ่นยนต์แล้วก็นึกขำ บางทีมันคงถึงเวลาที่เราสองคนจะต้องเคลียร์เรื่องราวในอดีตกันเสียที
“จะเล่าไม่เล่า”
จินฮวานเอ่ยถามลูกน้องที่ดูท่าจะสติหลุดไปแล้ว เขาแค่ปล่อยโอกาสให้อีกฝ่ายเดินรั้งท้ายด้วยกันไม่กี่นาที สภาพฮันบินก็กลายเป็นเหมือนคนที่วิญญาณออกจากร่างไปแล้ว
“พี่จินฮวาน ผมไม่ทำงานนี้แล้วได้เปล่า นะ ๆๆๆๆๆ”
“ขอเหตุผลหน่อย”
“โธ่พี่ ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ”
“ของแบบนี้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนหรือเปล่า ถ้าไม่เล่าพี่ก็ช่วยไม่ได้นะ”
ฮันบินทำหน้าหงอยยามที่หันไปมองหน้าจินฮวานที่ขับรถอยู่ แต่ก็ดูเหมือนจินฮวานจะใจแข็งถึงไม่ยอมที่จะตอบตกลงช่วยเหลือเขาง่าย ๆ เหมือนทุกที
“ถ้าผมเล่าแล้วพี่ต้องรับปากนะว่าจะไม่เอาไปบอกใคร”
“รูดซิปปากแน่นสนิทเลย”
“แฟนเก่าอ่ะ”
“พูดว่าอะไรนะ”
“แฟนเก่าไง ผมกับเขาอ่ะเคยเป็นแฟนกัน”
ฮันบินกลั้นใจพูดรวดเดียวออกไปเลย เขากับจีวอนเคยคบกันมาก่อน แต่ก็เลิกรากันมาเกือบสามปีแล้ว
“แฟนเก่าเนี่ยนะ”
จินฮวานตกใจไม่น้อย มันเกินจากที่เขาจินตนาการไปอยู่มาก จินฮวานคิดว่าจีวอนอาจจะจีบฮันบินอยู่อะไรแถว ๆ นั้น แต่นี่มันไกลเกินไปกว่านั้นมาก
“อื้อ เลิกกันไปสามปีแล้ว”
คราวนี้จินฮวานรู้สึกช็อกหนักกว่าเก่า เพราะจากท่าทีที่ทั้งสองคนแสดงออกวันนี้มันไม่เหมือนคนที่ไม่เคยเจอกันมาตลอดสามปี
“ทีนี้พี่ช่วยผมได้ยัง”
“ไม่อยากเจอเขาเหรอ”
“ไม่ใช่ไม่อยากเจอ แต่ไม่เจอน่าจะดีกว่า”
จินฮวานหันไปมองหน้าฮันบินที่เหมือนจะเผยความเศร้าออกมาเพียงชั่วครู่ก่อนที่มันจะหายไปเป็นหน้าอ้อน ๆ แบบที่เจ้าตัวชอบทำเวลาจะขอให้เขาตามใจอะไรสักอย่าง
“นะพี่นะ ช่วยผมหน่อย”
“เออ ๆ จะช่วยก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับพี่ โคตรรักพี่เลย”
จินฮวานถอนหายใจออกมายามที่ฮันบินทำท่าโล่งอกโล่งใจขั้นสุด แต่ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ยอมปล่อยฮันบินไปง่าย ๆ เพราะสัปดาห์ต่อมาจีวอนก็ส่งเงื่อนไขตอบกลับที่ถึงแม้ว่าจินฮวานจะอยากช่วยฮันบินมากแค่ไหน แต่ข้อสัญญาที่ระบุชื่อผู้ติดต่อมาอย่างชัดเจนก็ทำให้เขาต้องจนใจที่จะช่วยฮันบินให้รอดพ้นไปจากงานนี้ได้
“พี่จินฮวาน สัญญามันระบุแบบนี้ได้ด้วยเหรอ มันขี้โกงกันไปเปล่า”
“แค่ระบุชื่อคนติดต่อจะไปเรียกว่าเขาขี้โกงได้ไง”
“แต่พี่สัญญากับผมแล้วว่าจะช่วย”
“ก็ไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ทางนั้นเล่นระบุมาแบบนั้นจะให้ช่วยอะไรได้อ่ะ”
“ผมต้องตายแน่ ๆ ผมลาออกได้ไหมพี่”
“เฮ้ย! ใจเย็นก่อน อะไรมันจะขนาดนั้น”
“ผมจะเป็นบ้าแล้วพี่”
“เอาน่า เรื่องมันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก หลังจากวันนั้นเขาก็ไม่ได้ติดต่ออะไรมาไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่อ่ะ โอ๊ยยยผมต้องตายแน่ ๆ พี่อ่ะ”
จินฮวานทำได้แค่ปลอบใจลูกน้องคนสนิท ไม่อยากจะซักถามมากไปกว่านี้ว่าทำไมฮันบินถึงได้มีปฏิกิริยาคิดมากขั้นสุดแบบนี้ มันเหมือนฮันบินมีเรื่องอะไรที่ยังบอกเขาไม่หมดอยู่แน่ ๆ
ฮันบินนอนพลิกตัวกระสับกระส่ายไปมา พรุ่งนี้เขามีนัดที่จะต้องเอาสัญญาฉบับที่มีการแก้ไขเข้าไปให้จีวอนเซ็น แล้วดูเหมือนความโชคร้ายที่ฮันบินเจอจะไม่หมดไม่สิ้นเมื่อจินฮวานที่ตกปากรับคำว่าจะไปด้วยกันกับเขาเกิดมีเหตุฉุกเฉินกะทันหันทำให้ไปด้วยกันไม่ได้ มันจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อเขาต้องไปพบกับจีวอนตามลำพัง แถมยังเป็นการพบกันตามลำพังครั้งแรกหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ในคืนที่เขาเผ่นหนีออกมาเสียด้วย
“สวัสดีครับผมเป็นตัวแทนจากบริษัท...”
“เชิญเลยครับ คุณบ๊อบบี้แจ้งเอาไว้แล้วครับ”
ฮันบินผ่อนลมหายใจยาวออกมายามที่ก้าวเข้าไปในลิฟต์ แต่ดูเหมือนตัวเลขชั้นที่เขาจะไปในวันนี้มันต่างออกไปจากเดิม ฮันบินใจสั่นขึ้นมาจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไป
“กดผิดชั้นหรือเปล่าครับ คราวที่แล้วผมจำได้ว่าไม่ใช่ชั้นนี้”
“ถูกชั้นแล้วครับ คุณบ๊อบบี้สั่งเอาไว้แบบนี้”
ฮันบินใจสั่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งตัวเลขลิฟต์ขึ้นสูงมากขึ้นเท่าไหร่ เรื่องราวเมื่อสองสัปดาห์ก่อนก็ไหลกลับเข้ามาในหัวเขาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
“เฮ้ยฮันบินไหนว่าติดงานมาไม่ได้ไง”
“ก็ติดงานน่ะแหละ ที่มานี่ก็เพราะงานเหมือนกัน”
“พูดอะไรฟังแล้วงง”
ฮันบินส่งยิ้มไปให้เพื่อนที่ทำหน้าไม่เข้าใจแต่ไม่ขยายความอะไรเพิ่มเติม เขาเข้าไปสนุกกับปาร์ตี้สังสรรของเพื่อนร่วมรุ่นที่นัดเจอกันในทุก ๆ ปี ปกติฮันบินจะมาร่วมงานหากว่าเขาไม่ติดงานอะไรเร่งด่วนและเขาต้องคอยเช็คเสมอว่าคนที่เขาไม่อยากเผชิญหน้าจะต้องมาไม่ได้ แต่ครั้งนี้เขามาด้วยมีเป้าหมายที่ต่างออกไปเมื่อนึกถึงงานที่ได้รับมอบหมายมา
หลังจากผ่านไปกว่าสองชั่วโมง ฮันบินที่คิดว่าแผนการที่วางไว้จะล่มไม่เป็นท่าก็เหมือนจะสว่างสดใสขึ้นมาเมื่อเพื่อน ๆ ส่งเสียงเฮฮาต้อนรับเพื่อนร่วมรุ่นสุดฮ็อทที่เดินเข้ามา ฮันบินคว้าแก้วเหล้าที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมาดื่มอึกใหญ่เพื่อเสริมความกล้าที่มันค่อย ๆ ถดถอยลงไปยามที่เห็นหน้าอีกฝ่าย
ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมงฮันบินยังนั่งนิ่งอยู่ที่เก่าพร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยแอลกอฮอล์ไม่รู้กี่แก้วต่อกี่แก้วที่ดื่มไป เขาเหลือบมองเป้าหมายในวันนี้เป็นระยะ และภาพที่อีกฝ่ายถูกรุมล้อมด้วยสาวสวยที่ผลัดกันแวะเวียนมาทักทายไม่ขาดสายก็ทำให้จำนวนแอลกอฮอล์ในร่างฮันบินเพิ่มมากขึ้นไปอีก
“เฮ้ยทำไมวันนี้กินหนักจังวะ”
“เหนื่อยว่ะ”
“งานยุ่งขนาดนั้นเลย”
“งานยุ่งไม่ว่า แต่เจองานลำบากใจจนไม่รู้จะทำยังไง”
“พอแล้วน่า เดี๋ยวก็เมาพอดี”
เพื่อนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันคว้าข้อมือฮันบินที่ทำท่าจะเพิ่มแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกายอีก ฮันบินถอนหายใจออกมายอมที่จะปล่อยแก้วในมือ แล้วบอกเพื่อนว่าจะลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่พอกลับมาที่โต๊ะก็พบว่ามีใครบางคนมานั่งอยู่ด้วย เป้าหมายที่เขาคอยหลบหน้าตลอดเกือบสามปี
“โห นึกว่ามึงหาทางออกจากห้องน้ำไม่เจอล่ะ”
“เว่อร์ว่ะ”
ฮันบินนั่งลงที่นั่งที่เดิม ตรงข้ามเขาที่เคยเป็นเก้าอี้ว่างเปล่าก็มีเป้าหมายของเขามานั่งอยู่ตรงหน้า สมองของเขากำลังประมวลผลว่าควรจะเริ่มทักอีกฝ่ายยังไงก็พอดีกับที่เสียงทุ้มของอีกฝ่ายดังขึ้นมาก่อน
“สบายดีเปล่า”
“ก็ดี”
“ดีห่าอะไร เมื่อกี้บ่นเป็นกระบุง แถมยังดื่มเอา ๆ”
เพื่อนที่นั่งอยู่ด้วยกันแฉฮันบินเสียจนหมดเปลือก ฮันบินหลุบตาลงต่ำไม่กล้ามองหน้าคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“แค่เครียดเรื่องงานนิดหน่อย ไม่มีอะไรมากหรอก”
“ก็เห็นพูดแบบนี้ทุกที ว่าไม่มีอะไร แต่ก็ไม่เห็นจะจริง”
“เดี๋ยว ๆ ถ้าพวกมึงสองคนจะเปิดศึกกันกูย้ายไปนั่งโต๊ะอื่นนะ”
“พูดอย่างกับว่าพวกกูเคยทะเลาะกันให้พวกมึงดู”
“ก็นั่นอ่ะดิ ไม่ทะเลาะแต่เลิกกันเลย พวกกูนี่งงเป็นไก่ตาแตกว่าเกิดอะไรขึ้น”
“นั่นอ่ะสิ กูก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น”
ฮันบินเงยหน้าขึ้นมามองคนที่ถามคำถามก่อนจะเป็นฝ่ายเลี่ยงหลบสายตาอีกครั้ง สถานการณ์ชวนกระอักกระอ่วนเกินกว่าที่เขาจะพูดกับอีกฝ่ายเรื่องงาน ฮันบินถอนหายใจยาวออกมาเมื่อทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่เขาตั้งใจไว้
“กลับก่อนนะ”
ฮันบินเอ่ยลาขึ้นมาดื้อ ๆ เขารู้สึกว่ามันโคตรเปล่าประโยชน์แล้วก็ได้ไม่คุ้มเสียมาก ๆ กับการที่เขาคิดว่าการเจรจาเรื่องงานที่เขาต้องมาดีลกับคนตรงหน้าในงานเลี้ยงรุ่นจะเป็นเรื่องที่ดี ฮันบินคิดผิดมาก ๆ บางทีเขาควรจะกลับไปบอกหัวหน้าที่ทำงานว่าให้เปลี่ยนคนอื่นมารับงานนี้แทนจะดีกว่า
“หนีเก่ง เอะอะก็หนีตลอด”
“ว่าใคร?”
“เฮ้ย ๆ อย่าทะเลาะกันเลยน่า ใจเย็นกันหน่อย”
“เอาเถอะ ถือว่ากูผิดเองที่ดันมานั่งโต๊ะนี้”
ฮันบินมองอีกฝ่ายที่ขยับขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะเดินไปหาเพื่อนกลุ่มอื่น ๆ แทน ฮันบินมองตามหลังอีกฝ่ายไปก่อนจะหยิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขึ้นดื่มอีกครั้ง
“ถามจริง ทำไมถึงเลิกกันวะ”
“เพราะไม่อยากถูกเกลียดในสักวันล่ะมั้ง”
ฮันบินตอบออกไปเสียงแผ่วยามที่เพื่อนที่นั่งรอคำตอบเลิกรอแล้วหันไปสนใจสิ่งอื่น ๆ แทน มันเป็นคำตอบที่ฮันบินมีให้กับตัวเองและไม่เคยมีใครได้รับรู้
“ฮันบิน มึงหยุดกินได้แล้ว โอ๊ยกูหันไปคุยกับคนอื่นแปบเดี๋ยวมึงแดกหรืออาบมันเข้าไปวะเนี่ย”
ฮันบินได้ยินเสียงเพื่อนบ่นตัวเองดังมาจากที่ไกลแสนไกล ดวงตาของเขาแค่จะลืมตาขึ้นมายังอยากลำบาก เหมือนสมองสั่งงานให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างตามใจคิด
“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวดูแลเอง”
“อย่าไปทะเลาะกันนะเว้ย”
“เมาแบบนี้จะทะเลาะอะไรได้”
“โอเค ๆ ฝากมันด้วยล่ะกัน”
เสียงบทสนทนาดังแว่วผ่านไปผ่านมา ฮันบินขยับตัวตามแรงฉุดที่ดึงร่างตัวเองขึ้นมา เขาเพิ่งจะรู้ว่าการเดินมันยากมากขนาดนี้ร่างกายของเขาโถมน้ำหนักเข้าหาคนที่พยุงอยู่
“โทษที ๆ เดินไม่ไหวแล้ว”
“ไม่เป็นไร”
น้ำเสียงตอบกลับช่างคุ้นเคยในความรู้สึก ฮันบินพยายามลืมตามองคนที่พยุงตัวเองเอาไว้ แต่ภาพที่ปรากฏตรงหน้านั้นแสนพร่าเบลอ ไม่ว่าจะพยายามมองภาพตรงหน้าให้ชัดเจนมากเท่าไหร่มันก็เห็นแต่ภาพซ้อน ภาพเอียงเต็มไปหมด จนสุดท้ายฮันบินเลือกที่จะหลับตาลงอีกครั้งแล้วปล่อยให้เพื่อนที่ช่วยพยุงพาออกไป
ฮันบินลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขากะพริบตาปริบ ๆ ปรับโฟกัสให้กับความมืดที่อยู่ตรงหน้า พอสายตาเริ่มชิน สภาพห้องที่ไม่คุ้นเคยก็ปรากฏอยู่ในสายตา ฮันบินขยับตัวลุกด้วยความรวดเร็วก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแอ้งแม้งอย่างเก่า มือทั้งสองข้างเลื่อนขึ้นมากุมขมับที่เต้นตุ้บ ๆ ต้อนรับการรู้สึกตัวตื่นของเขา
“ตื่นแล้วเหรอ”
ฮันบินสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินประโยคคำถามนั้น น้ำเสียงที่ได้ยินแม้มองไม่เห็นหน้าก็รู้ว่าใครที่อยู่ด้วยกันในตอนนี้ ฮันบินหยีตาลงเล็กน้อยเมื่อไฟในห้องถูกเปิดขึ้นมาด้วยแสงสลัว ๆ พอให้มองเห็นกัน
“โทษทีที่มารบกวน เฮ้ย!”
ฮันบินตัดสินใจต่อบทสนทนาออกไปก่อนจะร้องเสียงหลงเมื่อขยับลุกขึ้นนั่งอีกครั้งแล้วพบว่าตัวเองอยู่ในชุดคลุมอาบน้ำแทนเสื้อผ้าของตัวเอง มือทั้งสองข้างรวบสาบเสื้อคลุมกระชับเข้าหากัน
“เมาเละ อ้วก อนาถมาก”
ฮันบินเม้มริมฝีปากเข้าหากัน คำพูดของอีกฝ่ายบอกกลาย ๆ ว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าของเขา แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของฮันบินก็อดที่จะขึ้นสีจาง ๆ ไม่ได้
“ขอโทษอีกทีนะที่ทำให้วุ่นวาย” ฮันบินขยับตัวจะลุกลงจากเตียงแต่ก็ถูกเสียงอีกฝ่ายรั้งเอาไว้
“จะไปไหน”
“กลับไง”
“จะกลับตอนตีสาม?”
ฮันบินชะงักไปอีกครั้ง เพราะเขามัวแต่พะวงเรื่องที่จะรีบออกไปจากที่นี่ถึงไม่ได้ทันได้สนใจในเรื่องอื่น ฮันบินเหลือบมอนาฬิกาก่อนจะถอนหายใจออกมา
“เดี๋ยวเรียกรถเอาคงมี”
“ต้องถึงขนาดนั้นเลย? อยู่ด้วยกันมันแย่มากนักหรือไง”
“ก็ไม่ได้แย่ แต่ไม่อยู่ด้วยกันน่าจะดีกว่า”
ฮันบินขยับลุกลงจากเตียง แค่ลงมายืนอาการมึนงงก็เล่นงานจนเขาเซไปหลายก้าว ฮันบินได้ยินเสียงถอนหายใจของเจ้าของห้อง และยามที่เขาฝืนก้าวเดินร่างทั้งร่างก็ถูกดึงเข้าไปจนปะทะกับแผ่นอกกว้าง
“ดื้อ! ดื้อเก่ง! โรคนี้มันรักษากันไม่ได้ง่าย ๆ สินะ”
ฮันบินหลับตาปี๋ ภาพที่เขาเห็นมันหมุนติ้วจนเขาต้องหลับตาลงเพื่อให้อาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทุเลาลง ฮันบินลืมตาขึ้นช้า ๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้น แล้วสายตาของคนตรงหน้าที่ทอดมองมาก็ทำให้ฮันบินต้องรีบมองเบือนไปทางอื่น
“จะสามปีแล้วนะ เมื่อไหร่จะบอกเหตุผลให้ฟังสักที”
“ปล่อย”
“ไม่”
“บอกให้ปล่อยไง”
“ไม่ปล่อยแล้วจะทำไม”
จีวอนกระชับมือที่วางอยู่ตรงเอวอีกฝ่ายรวบร่างให้ฮันบินขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น สีหน้าตกใจของฮันบินนั้นน่าเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“ว่าไง ไม่ปล่อยแล้วจะทำอะไรเรา”
ฮันบินไม่ตอบยามที่ใบหน้าขึ้นสีแดงจัด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ยังวิ่งวนอยู่ในร่างกายหรือเป็นเพราะท่าทางของเราสองคนในตอนนี้ที่ทำให้ฮันบินรู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนผ่าว
ฮันบินดันอีกฝ่ายออกห่างเพื่อหาพื้นที่ให้ตัวเองได้ตั้งสติ แต่คนตรงหน้าก็ไม่ให้ความร่วมมือกับเขาสักนิด มือที่รวบเอวของเขานั้นกระชับแน่นจนแผ่นอกของเราสองคนแนบสนิทกัน
“อย่าทำแบบนี้”
ฮันบินเสียงสั่นยามที่มือของจีวอนเริ่มจะซุกซนไปตามร่างกายของตัวเอง ดวงตาหวานคลอไปด้วยอารมณ์ที่ปะทุขึ้นมา ยามที่มองสบตากับคนที่อยู่สูงกว่า ระยะห่างที่ว่าใกล้กันอยู่แล้วถูกขยับให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้นไปอีก ฮันบินเหมือนถูกสะกดยามที่ริมฝีปากเคลื่อนไหวแตะสัมผัสกันแผ่วเบาก่อนจะคลายออก ฮันบินมองสบตาคนที่กอดตัวเองเอาไว้แน่น ลมหายใจเขาร้อนผ่าวยามที่ริมฝีปากถูกครอบครองแผ่วเบาอีกครั้งและอีกครั้ง
“จีวอน...”
ชื่อต้องห้ามที่ฮันบินไม่ได้เอ่ยออกมากว่าสามปีตั้งแต่ที่เลิกกันถูกเปล่งออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยนที่ได้รับ ดวงตาที่ทอประกายความรักและปรารถนาฉายชัดอยู่ในดวงตาของจีวอน
“คนใจร้าย”
เสียงนุ่มทุ้มกล่าวตัดพ้อออกมายามที่ริมฝีปากของเราคลอเคลียกันไม่ห่าง ฮันบินยอมรับว่าเขาเป็นคนใจร้าย เขาเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ทำให้จีวอนต้องเสียใจ หัวใจของเขาปวดหนึบยามที่เห็นสายตาตัดพ้อของจีวอน
“คุณมีทุกอย่างแล้วจีวอน ไม่จำเป็นต้องมีผมหรอก”
“คำว่าทุกอย่างที่ไม่ได้มีฮันบินอยู่ในนั้น มันจะมีประโยชน์อะไร”
หัวใจของฮันบินเต้นแรงยามที่ได้ยินประโยคคำพูดของจีวอน มันเป็นประโยคคำพูดที่มีฤทธิ์รุนแรงจนทำให้ฮันบินหลงลืมว่าทำไมถึงได้ยุติความสัมพันธ์กับจีวอนลง
“จีวอน..”
มือของฮันบินเลื่อนขึ้นไปสัมผัสใบหน้าของจีวอนแผ่วเบา ก่อนที่จีวอนจะจับมือของฮันบินแล้วแนบริมฝีปากลงไปบนกลางฝ่ามือนุ่ม
“กลับมาเป็นทุกอย่างให้เรานะฮันบิน”
จีวอนมองคนที่ไม่ได้ผลักไสและไม่ได้ตอบรับคำขอของตัวเอง เขาพยายามหาคำตอบมาตลอดระยะเวลากว่าสามปี และเขามีคำตอบอยู่ภายในใจที่รอเพียงฮันบินยืนยันมันออกมา
จีวอนรั้งฮันบินเข้ามาใกล้ตัวเองอีกครั้ง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่อยากสูญเสียเวลาที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันมากไปกว่านี้อีกแล้ว เขาคิดว่าเขาปล่อยให้ฮันบินตัดสินใจเรื่องราวของเราด้วยความคิดเพียงข้างเดียวมานานเกินไป
“ฮันบิน”
จีวอนเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงแผ่ว ก่อนจะประทับจูบลงบนกลีบปากนุ่มแผ่วเบาซ้ำ ๆ ยามที่ฮันบินไม่ได้ปฏิเสธสัมผัส จีวอนก็เพิ่มความหนักหน่วงในทุกสัมผัส ลิ้นร้อนแทรกซึมก่อนจะเกี่ยวกระหวัดจนกลายเป็นความเร่าร้อน
ฮันบินหลับตายามที่แผ่นหลังเปลือยเปล่าสัมผัสลงบนเตียงนุ่ม ริมฝีปากเผยอรับจูบอ่อนโยนของจีวอนก่อนที่อารมณ์และความรู้สึกจะขยับดีกรีความร้อนแรงทีละนิด
เสียงลมหายใจที่ขาดห้วง เสียงผิวกายที่เสียดสีกัน เสียงครางแผ่วเบายามที่ยอดอกถูกหยอกล้อขบกัดจนชูชัน แผ่นอกขาวหยัดเกร็งยกลอยเหนือเตียงนุ่มด้วยความเสียวซ่าน สองมือจับลงบนกลุ่มผมของจีวอนที่ครอบครองยอดอกจนเขาแทบทนไม่ไหว
“อึ้กก...จีวอน”
ฮันบินเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงพร่า ช่วงลำตัวบิดเร่า ร่างกายที่เสียดสีกันจนสัมผัสได้ถึงความตื่นตัว ฮันบินมึนเมาในสัมผัสที่จีวอนบรรจงป้อนให้ ชั่วขณะที่คิดว่าทุกอย่างควรจะหยุด สติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดกลับไม่ยอมสั่งการ ฮันบินโทษฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่ทำให้เขาปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยไม่คิดขัดขืน พยายามปัดทิ้งความโหยหาที่เก็บซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจและไม่ยอมรับมัน
“จีวอน.. จะ...จีวอน”
ฮันบินครางเสียงพร่ายามที่ริมฝีปากของจีวอนเคลื่อนลงต่ำเข้ามอบความอุ่นร้อนที่กลางกาย สองขาขยับชิดเข้าหากันก่อนจะถูกรั้งให้ออกห่าง
สัมผัสจากมือของจีวอนสร้างความวาบหวามหนักขึ้นยามที่มือข้างหนึ่งลูบไล้ขาอ่อนที่เป็นจุดอ่อนของฮันบิน มืออีกข้างทั้งเกลี่ยทั้งดึงหยอกล้อกับยอดอกที่ชูชัน
“อ๊ะ...อ๊าาา...พอ..ก่อน”
ทุกสัมผัสที่ได้รับการจู่โจมทำให้ฮันบินเสียวซ่าน ร่างกายบิดเร่าก่อนจะหยุดชะงักยามที่นิ้วร้อนขยับสอดแทรกเข้าไปภายใน เจลหล่อลื่นให้สัมผัสเย็นเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะถูกความอุ่นร้อนจากภายในเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่ทำให้จีวอนแทบทนไม่ไหว
จีวอนเคลื่อนตัวขึ้นไปจูบแผ่วเบา ชักจูงความรู้สึกของฮันบินที่อึดอัดผสมความเจ็บที่ก่อตัวให้พัดปลิวไป อาศัยความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลือนไปกระตุ้นปลุกเร้าฮันบิน นิ้วร้อนขยับเข้าลึกก่อนจะควานหาจุดแห่งความสุขได้อย่างง่ายดาย
ลมหายใจของฮันบินขาดห้วง ร่างกายแอ่นเกร็ง ยามที่สัมผัสของจีวอนนั้นปลุกความรู้สึกเสียวซ่านให้กลับมาอีกครั้ง เสียงครางหวานดังรอดออกมาเป็นระยะ ก่อนที่จะกลายเป็นเสียงแหบพร่าเรียกชื่อจีวอนที่ใช้ริมฝีปากร้อนครอบครองกลางกายฮันบินอีกครั้ง
พายุอารมณ์ของฮันบินถูกพัดขึ้นสูง ยามที่นิ้วร้อนที่สองและสามช่วยกันปลุกเร้าความร้อนภายในให้ร้อนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ริมฝีปากของจีวอนก็เร่าร้อนไม่แพ้กัน ฮันบินกลั้นเสียงสะอื้นจากสัมผัสแห่งความสุขที่ได้รับ สมองของเขาขาวโพลนยามที่จีวอนตวัดปลายลิ้นถี่ ๆ เข้าที่ส่วนปลายพร้อม ๆ กับนิ้วร้อนที่แตะสัมผัสจุดแห่งความสุขย้ำ ๆ จนทุกอย่างพร่างพรูออกมา
ฮันบินหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ประสบการณ์ห่างหายที่เพิ่งได้สัมผัสอีกครั้งทำให้เขาสำลักความสุขแต่ถึงอย่างนั้นฮันบินก็รู้ดีว่าเขายังสัมผัสความสุขได้มากกว่านี้ สัมผัสแห่งความสุขยามที่ได้รับการเติมเต็มยามที่ร่างกายของเราหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
ฮันบินหลับตายามที่ความร้อนผ่าวใหญ่โตนั้นเสียดสีกับเป้าหมายที่ถูกเตรียมพร้อม มือทั้งสองข้างขยุ้มผ้าปูที่นอนยามที่ส่วนปลายเริ่มต้นสอดแทรกเข้ามาในร่างกายอย่างเชื่องช้า ฮันบินผ่อนลมหายใจเข้าออก
“คนเก่ง ผ่อนคลายแบบนั้น”
เสียงกระซิบชิดข้างใบหูทำให้ฮันบินลืมตาขึ้นมองคนที่จ้องมองใบหน้าของตัวเองอยู่ก่อนแล้ว จีวอนไม่เคยเปลี่ยนไปเลยสักนิด การเฝ้าสังเกตสีหน้าและท่าทีของเขาด้วยต้องการทะนุถนอมไม่ให้เขาเจ็บปวดแม้แต่นิดนั้นทำให้ฮันบินคว้าต้นคอของอีกฝ่ายเข้ามาใกล้ก่อนจะเป็นฝ่ายบดเบียดจูบเร่าร้อนที่ทำให้หัวใจของคนได้รับเต้นแรงรัว
ฮันบินชอบจูบของจีวอน จูบที่อ่อนโยนที่มาพร้อมกับความเร่าร้อนไปพร้อม ๆ กัน ฮันบินกลั้นหายใจยามที่ร่างกายของจีวอนเข้ามาเติมเต็มจนสุด ร่างกายบีบรัดสิ่งที่เข้ามาเติมเต็มโดยอัตโนมัติจนจีวอนส่งเสียงครางต่ำในลำคอ
“ฮันบินนา”
จีวอนเรียกชื่อฮันบินเสียงพร่า ยามที่ร่างกายฮันบินเริ่มขยับทีละนิดแสดงถึงสัญญาณปรับตัวที่พร้อมจะรับความเร่าร้อนที่จะเกิดขึ้น สะโพกสอบก็เริ่มขยับเข้าออกด้วยความหน่วงช้าแต่ไม่พลาดที่จะรุกที่จุดแห่งความสุขในร่างกายของฮันบิน เฝ้ามองใบหน้าที่มีเหงื่อผุดซึมทีละนิด มองใบหน้าแดงก่ำและริมฝีปากที่เผยอออกอย่างเย้ายวน
“จีวอน...จูบ”
จีวอนขยับตัวขึ้นไปหาฮันบินในทันทีที่ถูกเรียกร้อง เรียวขาของฮันบินเกาะเกี่ยวที่เอวของเขายามที่จีวอนปรับเปลี่ยนความเร็วตามจูบที่ดุเดือดเร่าร้อน นิ้วเรียวของฮันบินข่วนที่แผ่นหลังกว้างของจีวอนอย่างไม่รู้ตัว เสียงครางหวานถูกปลดปล่อยในทุกครั้งที่ได้รับอากาศหายใจ ก่อนที่ริมฝีปากนุ่มจะถูกครอบครองครั้งแล้วครั้งเล่า
“อ๊าาา.. จีวอน...จะ.จีวอน”
ฮันบินหวีดครางเสียงสั่นยามที่สะโพกสอบนั้นเคลื่อนไหวรุนแรง กระแทกกระทั้นในจุดที่ทำให้ฮันบินเสียวซ่านจนทนไม่ไหว มือข้างขวาของจีวอนเลื่อนขึ้นกอบกุมกลางกายของฮันบิน ขยับรูดรั้งจนสะโพกมนลอยขึ้นจากเตียงตอบสนองต่อสัมผัสจากจีวอนอย่างไม่รู้ตัว
“ไม่..ไหว...จีวอน...”
“เราจะ...อื้มม...จะ..จีวอ..น อ๊า...”
สิ้นเสียงครางหวานของฮันบิน สะโพกมนสัมผัสลงบนเตียงอีกครั้ง พร้อม ๆ กับความอุ่นร้อนที่เติมเต็มเข้ามาในร่างกาย ฮันบินหลับตาหอบหายใจรัวเร็วจากการปลดปล่อยความสุขที่ร่างกายห่างหายมานาน สัมผัสอุ่นร้อนแตะเข้าที่ข้างแก้ม ข้างขมับ สลับกับการกดจูบแผ่วเบาที่ริมฝีปาก
มือทั้งสองข้างของจีวอนไล้ไปตามร่างกายของฮันบินด้วยความคิดถึง โหยหา ความดีใจฉายชัดอยู่ในดวงตาคู่คมที่ได้ฮันบินกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของตัวเองอีกครั้ง
“พะ..พอแล้ว”
มือของฮันบินคว้าหมับหยุดยั้งมือของจีวอนที่กำลังเคลื่อนไหวไปหยอกล้อกับยอดอกของฮันบิน เมื่อถูกห้ามสัมผัสช่วงบนจีวอนก็ขยับเอวช้า ๆ จนร่างบางเกร็งตัวด้วยความตกใจกับสิ่งที่เริ่มขยายขนาดอยู่ภายในร่างกายของเขา
“จีวอน”
เสียงที่ควรจะดุเพื่อให้จีวอนหยุดการกระทำกลับกลายเป็นเสียงที่แสนเบาหวิวและแหบพร่า ขาทั้งสองข้างตะหวัดขึ้นเกี่ยวรัดสะโพกสอบแล้วกดแน่นราวกับต้องการให้จีวอนหยุดเคลื่อนไหวที่ชวนให้เตลิดไปไกล แต่ดูเหมือนทุกอย่างจะช้าเกินไป ฮันบินหน้าแดงก่ำยามที่สัมผัสได้ถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ภายในร่างกายของตน
สะโพกมนถูกรั้งขึ้นมาเกยอยู่บนหน้าขาของจีวอน ขาทั้งสองข้างที่เกี่ยวกระหวัดคลายออกจนกลายเป็นอยู่ในท่วงท่าที่ชวนเขินอาย ฮันบินขยับตัวจะหนีแต่กลับถูกจู่โจมด้วยความเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าแต่หนักหน่วง
“อ๊ะ ..อ๊าา...”
จีวอนไม่ได้โหมเร่งจังหวะของตัวเอง เขาขยับร่างกายเชื่องช้าด้วยอยากเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแห่งความสุขนี้เอาไว้นาน ๆ เขาอยากจ้องมองใบหน้าแดงก่ำที่แสนมีเสน่ห์ยั่วยวนและเขาหวงแหนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกของฮันบินมากกว่าสิ่งไหน ๆ
“จีวอน...ไม่ไหว..”
“สะ..เสียว..เกินไป”
ฮันบินกัดริมฝีปากของตัวเอง ใบหน้าแดงก่ำหนักกว่าเก่ายามที่เอ่ยบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป เขาทนกับความเสียวซ่านที่ได้รับจนทนไม่ไหวและมันทำให้เขาต้องข่มความอายบอกให้อีกฝ่ายหยุดทรมานเขาด้วยสัมผัสเชื่องช้าไปทั่วทั้งตัวแบบนี้
แต่ดูเหมือนฮันบินจะคิดผิด ยามที่ฮันบินเอ่ยบอกออกไป จีวอนก็ขยับรั้งร่างของเขาให้ขึ้นมานั่งซ้อนอยู่บนตัก สัมผัสที่ลึกขึ้นกว่าเก่ายิ่งทำให้ฮันบินเสียวซ่านมากขึ้นกว่าเดิม
“จะ..จีวอน...”
ฮันบินเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่ายเสียงสั่น ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำคลอหน่วยจากแรงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง จีวอนเคลื่อนใบหน้าจูบอีกฝ่ายอย่างเร่าร้อน มือทั้งสองข้างประคองสะโพกมนให้ขยับเคลื่อนไหวเป็นการนำทางก่อนที่จะปล่อยให้ฮันบินขยับตัวตามธรรมชาติ ริมฝีปากดูดดึงเกาะเกี่ยวกระหวัดกันไม่ยอมห่าง มือของจีวอนย้ายจะสะโพกมนขึ้นไปลูบไล้ยอดอกที่ชูชัน เคล้นคลึงจนร่างบางที่ขยับเคลื่อนไหวบิดเร่า สะโพกมนขยับขึ้นลงด้วยการทิ้งน้ำหนักที่มากขึ้น เร็วขึ้น ใบหน้าสวยแหงนเชิดระบายอารมณ์ที่พุ่งขึ้นสูง อกบางถูกกลืนกินจนเปล่งเสียงแหบพร่าด้วยความเสียวซ่าน
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องสลับกับเสียงหอบหายใจหนัก จีวอนที่ปล่อยให้ฮันบินเคลื่อนไหวเริ่มขยับสะโพกสอดประสานจนฮันบินบีบรัดความอุ่นร้อนภายในยามที่ร่างกายถูกสัมผัสล้ำลึกถี่ ๆ ติดกัน
ฮันบินครางแหบพร่ายามที่อารมณ์พุ่งขึ้นสูง ยามที่สายตามองสบกัน ริมฝีปากร้อนที่เคลื่อนเข้าหากันอย่างโหยหาก่อให้เกิดจูบเร่าร้อนดุเดือนขึ้นอีกครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะระเบิดพร่างพราวออกมา ฮันบินกอดจีวอนเอาไว้แน่น ใบหน้าหวานพิงซบอกแกร่งปรับลมหายใจที่หอบกระชั้นให้ช้าลง ๆ ก่อนจะผล็อยหลับสนิทไปในที่สุด
“ถึงแล้วครับ”
ฮันบินสะดุ้งหลุดออกจากภวังค์ยามที่เจ้าหน้าที่เอ่ยบอกพร้อมกับผายมือให้เขาก้าวออกจากลิฟต์ ฮันบินก้าวเดินออกไปด้วยสองขาที่รู้สึกว่ามันโคตรจะไม่มั่นคง
“คุณบ๊อบบี้รออยู่ด้านในแล้ว คุณเดินเข้าไปได้เลยนะครับ”
ฮันบินตอบรับเสียงแผ่ว ภาพของเขาในคืนวันนั้นยังแจ่มชัด ฮันบินจำได้ว่าหลังจากที่เขารู้สึกตัว เขาก็รีบแต่งตัวแล้วเผ่นออกมาจากห้องของอีกฝ่ายอย่างเร่งรีบ ฮันบินไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องทำแบบนั้น เขารู้แต่ว่าเขาไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้าจีวอนในสภาพที่เรามีอะไรลึกซึ้งกันอีกครั้ง ฮันบินไม่รู้ว่าจะวางสีหน้าแบบไหน และที่สำคัญเขาไม่รู้ว่าหากจีวอนถามหาเหตุผลและโอกาสอีกครั้งเขาควรจะตอบอย่างไร
ฮันบินเดินช้า ๆ ไปจนถึงห้องโถงขนาดใหญ่แต่ก็ไร้วี่แววของเจ้าของห้องชั้นนี้ เขาเลือกที่จะนั่งอยู่ตรงโซฟาเงียบ ๆ แต่เวลาที่ผ่านไปกว่ายี่สิบนาทีก็ทำให้ฮันบินอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป
“จีวอนอยู่หรือเปล่า”
ฮันบินขยับลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยเรียกชื่ออีกฝ่าย เขาไม่กล้าเดินสำรวจไปทั่วถึงได้ยืนเรียกอยู่ตรงบริเวณห้องโถงก่อนที่สายตาเจ้ากรรมจะปะทะเข้ากับกรอบรูปเรียงรายที่วางอยู่บนชั้นกระจกที่มีสไตล์เรียบหรูด้วยลูกเล่นต่างระดับ
สองขาของเขาขยับก้าวเข้าหากรอบรูปเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันยามที่เห็นภาพตรงหน้าทีละรูป รูปภาพตั้งแต่เราคบกันเมื่อเจ็ดปีก่อน ความทรงจำยามที่เราออกค่ายด้วยกัน ได้ไปเที่ยวเล่นด้วยกัน ฉลองวันครบรอบแทบทุกเทศกาล ไล่เรียงมาจนเป็นภาพคู่สุดท้ายที่เราได้ถ่ายด้วยกัน
ฮันบินกะพริบตาหยดน้ำตาที่คลอหน่วยก็ร่วงหล่นลงมา เป็นเขาเองที่ทำให้รอยยิ้มและความสุขที่ควรจะมีอย่างในรูปของเราสองคนหายไป
จีวอนมองแผ่นหลังของฮันบินที่ยืนดูรูปถ่ายของพวกเรา เห็นไหล่บางที่ไหวสั่น ร่างกายของเขาก็พุ่งเข้าโอบกอดฮันบินเอาไว้จากทางด้านหลัง
“อย่าร้องไห้”
ฮันบินสะอื้นฮักยามที่ได้รับเสียงปลอบประโลมนุ่มทุ้มที่มาพร้อมกับอ้อมกอดที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นเหมือนวันวาน จีวอนพลิกร่างของฮันบินให้หันกลับมาหากัน ก่อนจะเชยคางมนขึ้นมาแล้วจูบซับน้ำตาที่ไหลริน
“เป็นคนขี้แยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
จีวอนส่งยิ้มอบอุ่นพร้อมดวงตาที่สดใสขี้เล่นให้กับฮันบิน เขาดึงร่างที่ยังคงมีอาการสะอื้นเบา ๆ ให้เดินตามเข้าไปในห้องนอนก่อนจะบังคับให้อีกฝ่ายล้างหน้าล้างตาที่ห้องน้ำให้เรียบร้อย
หลังจากที่ฮันบินก้าวออกมาจากห้องน้ำจีวอนก็จูงมือฮันบินออกมานั่งตรงโซฟาด้วยกันอีกครั้ง ความเงียบระหว่างเราสองคนเกิดขึ้นอยู่ไม่นาน ฮันบินก็เป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาก่อน
“ทำไมต้องทำดีกับเราด้วย จีวอนควรจะโกรธจะเกลียดกันกว่านี้ไม่ใช่หรือไง”
“อยากให้เราโกรธ อยากให้เราเกลียดงั้นเหรอ”
ฮันบินนิ่งเงียบก่อนจะสั่นศีรษะเล็กน้อยเป็นคำตอบ เขาอยากให้เราจบลงด้วยดี แม้มันจะไม่เป็นอย่างที่ฮันบินคิดเอาไว้ก็ตาม
“ถ้าถามว่าโกรธไหม ตอนนั้นก็โคตรโกรธ แต่ไม่เคยเกลียดเลยสักครั้ง”
“ส่วนที่โกรธก็เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถูกบอกเลิก โกรธที่ฮันบินไม่ยอมอธิบาย แต่พอได้ใช้เวลาคิดก็พอจะเดาได้”
“ฮันบินเองก็คิดว่าเราจะรู้ใช่ไหมล่ะ ว่าทำไมถึงบอกเลิกกัน”
“ตลกดีนะที่ตอนนั้นคิดว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีแล้ว แต่พอตอนนี้กลับรู้สึกว่าโคตรแย่”
ฮันบินพูดออกมาเสียงแผ่ว ทั้ง ๆ ที่คิดว่ามันดีแล้วแต่พอมาถึงตอนนี้การได้กลับมาเจอกันอีกครั้งก็สะท้อนความจริงที่ฮันบินซุกซ่อนเอาไว้ในหัวใจ
“ตอนนี้จะบอกเหตุผลเราได้แล้วใช่ไหม”
ฮันบินนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะพยักหน้าให้กับจีวอน มาถึงตอนนี้คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะปิดบังความรู้สึกกันอีก ถึงแม้ว่าเขาจะหวาดกลัวกับสิ่งที่พูดออกไปแล้วจะทำให้จีวอนมองกันด้วยสายตาผิดหวังในความคิดของเขาก็ตาม
“ช่วงปีนั้นจีวอนกำลังไปได้ดีจำได้ไหม งานก็เข้ามาเยอะ เวลาของเราก็น้อยลง”
“มันไม่ใช่ว่าเราไม่เข้าใจว่าจีวอนไปทำงาน ไม่ใช่ว่าเราไม่ยินดีที่จีวอนกำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ”
“แต่เราก็อยากบ่นที่จีวอนไม่ดูแลตัวเอง อยากขอให้จีวอนมีเวลาให้ แต่มันก็คงเป็นเรื่องงี่เง่าไร้สาระเกินไป แล้วถ้าพูดออกไปแล้วทะเลาะกันขึ้นก็คงรู้สึกแย่หนักกว่าเก่า”
“แล้วจีวอนก็ประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งเราก็รู้สึกว่าระหว่างเรามันมีช่องว่างกว้างขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“อยู่ ๆ ก็คิดว่านอกจากช่วยอะไรจีวอนไม่ได้แล้ว เรายังเป็นตัวถ่วงจีวอนด้วยหรือเปล่านะ ถ้าเรื่องของเราหลุดออกไปก็คงทำลายอนาคตจีวอน แล้วถ้าถึงเวลานั้นจีวอนจะเกลียดกันหรือเปล่า”
“พอเริ่มคิดแบบนี้ขึ้นมาสักครั้ง มันก็หยุดคิดไม่ได้ จะออกไปข้างนอกด้วยกันเราก็เริ่มระแวงกลัวว่ามีใครตามมาถ่ายรูปเอาไปเป็นข่าว”
จีวอนครางในลำคอเบา ๆ ยามที่ได้ยินคำบอกเล่าความรู้สึกของฮันบิน เขาจับมือของฮันบินกระชับแน่นขึ้นกว่าเก่า มันไม่ได้ผิดไปจากที่เขาคาดเดาไว้ เพียงแต่ตอนนี้เขารับรู้ความเจ็บปวดของฮันบินได้ชัดเจนจนเขาปวดใจ
“ทำไมถึงไม่บอกกันเลย”
“บอกไปแล้วจะได้อะไร ตอนนั้นเราคิดแบบนั้นจริง ๆ พูดออกไปแล้วจะมีอะไรเปลี่ยนหรือเปล่า แล้วก็ได้คำตอบให้ตัวเองว่าไม่มี”
“วันนั้นที่เราบอกเลิก เจ็บจนรู้สึกว่าจะตายเลย”
“เราก็รู้สึกจะตายเหมือนกัน ไอ้คำว่าโลกถล่มลงตรงหน้า เราเข้าใจคำนี้ก็วันนั้นเลย”
“ขอโทษนะที่บอกเลิกแบบนั้น แต่เราคิดว่าถ้าพูดออกไป ถ้าต้องทะเลาะกัน หรือถ้าต้องเกลียดกันในวันหนึ่งข้างหน้า เราจบแบบห่าง ๆ กันไปแบบนี้น่าจะดีกว่า”
“จีวอนงานยุ่งตลอดคงมีเรื่องงานให้วุ่นวายจนไม่มีเวลาเสียใจเรื่องของเรา แล้วอีกไม่นานก็คงจะลืม ๆ กันไป แล้วถ้าต้องเจอกันอีกก็คิดว่าคงกลับมาเป็นเพื่อนกันได้ ตอนนั้นคิดแบบนี้แล้วก็คิดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว”
“ถ้าคิดแบบนั้นแล้วหนีเราทำไมตลอดสามปี งานเลี้ยงรุ่นเราไม่เคยเจอกันเลย ฮันบินจงใจหลบหน้า เรารู้”
“ก็เราใจไม่แข็งพอ ถ้าเจอหน้ากันต้องแย่แน่ ๆ”
“รู้หรือเปล่าว่าตอนที่ฮันบินบอกเลิก เราเสียผู้เสียคนไปเป็นเดือน ๆ เลย จนโดนประธานเรียกไปด่านั่นแหละถึงจะได้สติ”
“แล้วพอมาคิด ๆ ดูก็พอจะเดาได้ว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร อันที่จริงฮันบินยังบอกเหตุผลเราไม่หมดหรือเปล่า”
“หมดแล้ว”
จีวอนอาศัยจังหวะที่คนที่นั่งข้างกันเบือนสายตาหนีไปทางอื่น เปลี่ยนจากจับมือเป็นคว้าเอวอีกฝ่ายแล้วจับมานั่งคร่อมตักตัวเอง พร้อมกับมองใบหน้าเหวอที่แสดงถึงความตกใจออกมา
“ปล่อยเลย ทำอะไรเนี่ย”
“เด็กโกหกต้องโดนทำโทษยังไงดีน้าาา ทำโทษแบบสมัยก่อนดีไหม”
“ใครโกหก อย่ามาโมเมมั่วนะ”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้โกหก”
จีวอนถามพลางมองลึกเข้าไปในดวงตาของฮันบิน แววตาที่ระยิบระยับราวกับคนมีความสุขแล้วก็รู้ทันกันทำให้ฮันบินเม้มปากเชิดหน้าขึ้นนิด ๆ แบบลูกแมวดื้อ
“ไม่ได้โกหก”
“งั้นเราก็ไปเปลี่ยนข้อสัญญากับทางบริษัทได้แล้วอ่ะสิ”
“ข้อสัญญาอะไร?”
“ก็เช่นไม่ถ่ายแบบเซ็กซี่คู่กับใคร ถ้าไม่ผ่านการพิจารณาจากเราก่อน”
“โม้แล้วทำแบบนั้นได้ที่ไหน”
“ถ้าเป็นเราในตอนนี้ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ”
“เราเคลียร์ทุกอย่างแล้วฮันบิน ทุกอย่างที่เคยเป็นปัญหาระหว่างเรา เราแก้ไขมันเกือบหมดแล้ว สามปีเราไม่ได้อยู่เฉย ๆ หรอกนะ เราดิ้นรนให้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่ต่อรองกับคนอื่นได้ อาจจะไม่อยู่ในจุดสูงสุดฟ้าแต่ก็ไม่ได้ไร้อำนาจในการต่อรองอีกแล้ว”
“จีวอน..”
ฮันบินเรียกชื่ออีกฝ่ายพลางมองสบตาที่เต็มไปด้วยความรัก ความมุ่งมั่นของจีวอน หัวใจของฮันบินกำลังพองฟูและเต้นระรัว
“ร่างกายเราหวงไว้ให้ฮันบินจับได้คนเดียว แบบนี้ดีไหม”
“บ้า!”
ฮันบินทุบมือลงไปที่หน้าอกอีกฝ่ายดังปึ้ก ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อจากคำหยอกล้อของจีวอน ริมฝีปากเม้มเข้าหากันยามที่เห็นแววตาอ่อนโยนของจีวอนที่ทอดมองมา มือของจีวอนที่โอบกอดอยู่ที่ช่วงเอวรั้งกระชับให้ร่างของฮันบินขยับเข้าใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเก่า
“ฮันบินนา...สัญญาได้ไหมว่ามีอะไรจะบอกกัน จะพูดความรู้สึกที่ไม่สบายใจให้รับรู้กันทุกเรื่อง”
“ถ้าวันหนึ่ง...ทุกคนรู้เรื่องของเรา”
“เราไม่ได้ทำอะไรผิดฮันบิน ความรักก็คือความรัก จะเกิดขึ้นกับใครมันก็คือความรัก”
“เรารู้ แต่ว่างานของจีวอน”
“ถ้าถึงตอนนั้นจะไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไรหรอก เราออกมาหาธุรกิจอะไรทำเล็ก ๆ ของเราสองคนก็ได้ ฮันบินเคยอยากทำร้านคาเฟ่น่ารัก ๆ ไม่ใช่เหรอ ส่วนเราอาจจะผันตัวเป็นช่างภาพ จริง ๆ แล้วก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เราได้ทำตั้งเยอะ”
“แต่จีวอนรักงานถ่ายแบบ”
“เรารักงานถ่ายแบบก็จริง แต่สามปีที่ไม่มีฮันบินนั่นก็พอแล้วสำหรับเรา จะไม่มีปีที่สี่ที่ห้าที่เราจะต้องอยู่ห่างกันอีก”
“เฮ้อ...”
“ถอนหายใจทำไม”
“ตลกดีนะที่ตอนนี้ที่ปัญหาพวกนั้นเหมือนเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เหมือนเราทำให้เสียเวลาไปเปล่า ๆ สามปีเลย”
“ไม่ใช่แบบนั้นหรอก บางทีถ้าตอนนั้นฮันบินไม่ตัดสินใจขอเลิก เราอาจจะทะเลาะกันอย่างที่ฮันบินกลัว เราอาจจะเลิกกันไปแบบเข้าหน้ากันไม่ติดก็ได้”
“บางทีช่วงเวลาก็สำคัญสำหรับเหตุการณ์บางเหตุการณ์นะ ตอนนี้เราโตขึ้นแล้ว เรามีเกราะคุ้มกันที่ดีขึ้นจริงไหม”
“จีวอนนี่...”
“หืม”
จีวอนส่งยิ้มอบอุ่นให้กับฮันบินที่เรียกชื่อตัวเอง พอมองสบตากันได้นิดหน่อยฮันบินก็เป็นฝ่ายก้มหน้าหลบสายตา จีวอนระบายยิ้มกว้างกว่าเก่าตอนที่เชยคางมนของฮันบินให้มองตากัน
“ต้องจับทำสัญญาจริงจังซะแล้วมั้ง ถ้าไม่ยอมพูดความรู้สึกกันแบบนี้”
“ไม่ต้องมาหามาเรื่องแกล้งเลย”
“อยากพูดอะไรกับเรา หืม”
จีวอนถามซ้ำอีกครั้ง ยามที่ฮันบินยังลังเลเก็บงำคำพูดของตัวเองเอาไว้ พอเห็นอีกฝ่ายยังนิ่งเงียบ จีวอนก็เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้แล้วจุ๊บลงที่ริมฝีปากฮันบินแผ่วเบาแล้วเคลื่อนออก
“ถ้าไม่พูดจะจุ๊บ ๆ กันอยู่แบบนี้ทั้งวันเลย”
จีวอนไม่พูดอย่างเดียว เขาก้มหน้าลงมาหาริมฝีปากนุ่มของฮันบิน เสียงจุ๊บดังต่อเนื่องอยู่หลายครั้งก่อนที่เสียงจุ๊บจะจางหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยเสียงหอบหายใจยามที่เรียวลิ้นเกี่ยวกระหวัดกันอย่างเร่าร้อน
“ฮันบินนา...อีกนิดจะไม่หยุดแค่จูบแล้วนะ”
จีวอนขบกัดที่ริมฝีปากล่างของฮันบินเบา ๆ กระซิบคำพูดด้วยเสียงแหบพร่าตามแรงอารมณ์ที่กำลังพัดสูงขึ้น เขาอยากคุยกับฮันบินให้จบก่อนที่อารมณ์ความรู้สึกของเราทั้งคู่จะถูกปลุกเร้ามากกว่านี้
“จีวอนนี่...”
ฮันบินซุกใบหน้าเข้ากับอกของอีกฝ่ายยามที่เอ่ยเรียกชื่อจีวอนเบา ๆ ซ้ำ ๆ เขาเหมือนคนที่ต้องรวบรวมความกล้าที่จะไม่เขินอายและตัดสินใจเอ่ยคำพูดที่อยากพูดที่สุดในตอนนี้ออกไป
“คบกับเรานะ”
“เริ่มต้นกันใหม่ได้หรือเปล่า”
เสียงที่แผ่วเบาแต่ดังชัดในความรู้สึกของจีวอน เขาช้อนร่างฮันบินขึ้นอุ้มก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน ฮันบินที่เขินจัดซ่อนใบหน้าอยู่กับแผ่นอกของจีวอน
“Absolutely Yes, Kim Hanbin”
จีวอนตอบยามที่วางร่างของฮันบินลงบนเตียงนอนนุ่ม แววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักมองสบกันก่อนที่ร่างของจีวอนจะทาบทับลงบนร่างฮันบินที่เอื้อมมือกอดตอบคนที่เริ่มต้นจูบอ่อนโยนแฝงความเร่าร้อนอย่างทุกที
เสื้อเชิ้ตที่สวมใส่ถูกปลดกระดุมออกทีละเม็ดด้วยริมฝีปากที่ร้อนผ่าว นิ้วร้อนไล้ผ่านยอดอกที่เสียดสีกับเนื้อผ้าจนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชูชัน ฮันบินหลับตายามที่จีวอนรั้งเสื้อเชิ้ตให้หลุดออกจากกันก่อนจะเคลื่อนย้ายริมฝีปากเขาหยอกล้อกับยอดอก ขบเม้มดูดดึงจนร่างบางแอ่นอกลอยขึ้นจากเตียงนุ่มด้วยความเสียวซ่าน
อารมณ์ของฮันบินพัดลอยขึ้นสูงเรื่อย ๆ จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะ จีวอนชะงักใบหน้าที่กำลังเคลื่อนลงต่ำเพื่อป้อนความสุขให้กับฮันบิน เขามองฮันบินที่ควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่หน้าจอปรากฏชื่อจินฮวาน
“ไว้ค่อยรับ”
“ไม่ได้”
ฮันบินตอบปฏิเสธจีวอนก่อนจะกดรับสายหัวหน้างานที่โทรเข้ามา ยังไม่ทันได้เอ่ยทักทายออกไปฮันบินก็ต้องรีบยกมือปิดปากกลั้นเสียงน่าอายของตัวเองเมื่อจีวอนใช้ริมฝีปากร้อนเข้าครอบครองกลางกายไปพร้อมกัน
ฮันบินใช้มืออีกข้างตีไหล่จีวอน พลางกระถดตัวหนี แต่จีวอนใช้มือข้างเดียวล็อกเอวเขาเอาไว้ ริมฝีปากร้อนจู่โจมหนักหน่วงราวกับบังคับให้ฮันบินต้องรีบคุยธุระกับปลายสายให้เสร็จโดยไว
“พี่เสร็จงานทางนี้แล้ว ให้เขาไปช่วยไหม”
เสียงจากปลายสายทำให้ฮันบินได้สติ เขาพยายามรวบรวมสติที่ดูเหมือนจะระเหิดไปแล้วตอบกลับจินฮวานเสียงสั่น
“มะ..ไม่เป็นไรแล้วครับ”
“ทำไมน้ำเสียงไม่ดีเลย โอเคหรือเปล่า”
“อะ..อื้อ..โอเคครับ ผมไม่เป็น..ไร”
“แล้วนี่อยู่ไหน จะกลับเข้าออฟฟิศเอาสัญญาไปเก็บก่อนหรือเปล่า”
ฮันบินเม้มริมฝีปากเข้าหากัน จะตอบจินฮวานว่าอย่างไรในเมื่อสัญญายังนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋าไม่ได้ถูกหยิบขึ้นมาพูดถึงเลยแม้แต่นิดเดียว
“วันนี้คงไม่ได้เข้าออฟฟิศแล้วครับ”
ฮันบินงับริมฝีปากล่างตัวเองเอาไว้ได้ทันที่จะปล่อยเสียงครางออกมา ยามที่จีวอนใช้นิ้วสอดแทรกเข้ามาภายในแตะสัมผัสเข้าที่จุดแห่งความสุข
“โอเค ๆ ถ้างั้นเจอกันพรุ่งนี้ ถ้ามีอะไรไม่โอเคก็บอกเลยนะ เรื่องแบบนี้พี่เข้าใจ”
“คะ.ครับ ขอบคุณครับพี่”
ฮันบินรีบกดวางสายก่อนจะปล่อยเสียงครางหวานเมื่อจีวอนจู่โจมหนักหน่วง เขามองค้อนคนที่จงใจกลั่นแกล้งก่อนที่จีวอนจะยื่นหน้าขึ้นมากดจูบซ้ำ ๆ ราวกับงอนง้อ เร่งสัมผัสปลายมือที่ชักนำอารมณ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลังจนฮันบินปลดปล่อยความสุขออกมา
“คืนนี้ไปเก็บของแล้วย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วยกันนะ”
“รีบเหรอจีวอน”
“รีบมากกกกก”
“ถ้ารีบมากงั้นไปตอนนี้เลย”
ฮันบินกลิ้งตัวออกจากอ้อมกอดของจีวอนลงมายืนยิ้มดวงประกายตาสดใส เขาเห็นสีหน้าเหวอ ๆ ของจีวอนก่อนจะหัวเราะออกมา
“อ่อ ต้องจับเซ็นสัญญาก่อนด้วย เสียงานเสียการหมดแล้ว”
“เอางี้เลยเหรอฮันบิน”
“เอางี้แหละจีวอน”
The End.
Good Bye 2019 & Happy New Year 2020 ขอให้นักอ่านทุกท่านมีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดทั้งปีนะคะ














