โซล่าเซลล์หน้าฝน: ทำไมต้องป้องกันไฟกระชากให้ระบบโซล่าเซลล์?
ช่วงนี้ฝนตกบ่อยเหลือเกินเนอะ แถมฟ้าก็ชอบร้องคำรามแบบจัดเต็ม! ถึงแม้โซล่าเซลล์จะออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศ แต่ถ้าเจอพายุหนัก ๆ หรือฟ้าผ่าเปรี้ยง ๆ เข้าไปตรง ๆ ก็มีโอกาสที่อุปกรณ์จะเสียหายได้ง่าย ๆ เลยนะ โดยเฉพาะเรื่องไฟกระชากเนี่ย ตัวอันตรายเลย
บางคนอาจจะคิดว่าระบบโซล่าเซลล์ที่ติดตั้งไปแล้วก็มีอุปกรณ์ป้องกันมาให้บ้างแหละ แต่เอาเข้าจริง ๆ อุปกรณ์เหล่านั้นอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับไฟกระชากหรือฟ้าผ่าที่รุนแรงได้ ลองนึกภาพอินเวอร์เตอร์ตัวแพง ๆ หรือแผงโซล่าเซลล์ที่คุณลงทุนไป ต้องมาพังเพราะกระแสไฟเกินเพียงครั้งเดียวดูสิ เสียดายแย่เลยใช่ไหมล่ะ วันนี้เราเลยจะมาคุยกันว่าทำไมเราถึงควรใส่ใจเรื่องการป้องกันไฟกระชากให้ระบบโซล่าเซลล์ และมีอะไรบ้างที่เราควรมีติดบ้านไว้.
ทำไมไฟกระชากถึงอันตรายกับโซล่าเซลล์?
ไฟกระชากคือการที่แรงดันไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและผิดปกติ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็มากพอที่จะทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ละเอียดอ่อนได้ง่าย ๆ เลยนะ สำหรับระบบโซล่าเซลล์ อุปกรณ์หลัก ๆ ที่เสี่ยงต่อความเสียหายมากที่สุดก็คือ อินเวอร์เตอร์ (Inverter) ที่เป็นหัวใจของระบบในการแปลงไฟ DC เป็น AC และ แผงโซล่าเซลล์ (Solar Panel) นั่นเอง
อินเวอร์เตอร์: มีวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อน ถ้าโดนไฟกระชากเข้าไป วงจรภายในอาจจะไหม้ ชิปพัง หรือทำงานผิดปกติทันที
แผงโซล่าเซลล์: แม้จะดูแข็งแรง แต่เซลล์แสงอาทิตย์ภายในก็ไวต่อแรงดันไฟฟ้าที่สูงเกินไป ถ้าโดนกระแสไฟแรง ๆ เข้าไปอาจทำให้เกิด "Hot Spot" หรือจุดที่เซลล์ร้อนจัดจนเสียหายถาวรได้
อุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากที่ต้องมี (และหลายบ้านยังขาด)
การป้องกันไฟกระชากให้ระบบโซล่าเซลล์ต้องทำแบบองค์รวม คือป้องกันทั้งฝั่งกระแสตรง (DC) และกระแสสลับ (AC) รวมถึงการลงกราวด์ที่ดี ลองเช็คดูว่าบ้านคุณมีครบหรือยัง
1. SPD (Surge Protection Device) หรืออุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าและไฟกระชาก
นี่คือตัวป้องกันหลักที่ขาดไม่ได้เลย! SPD มีหน้าที่ดึงแรงดันไฟฟ้าส่วนเกินจากไฟกระชากลงดินทันที เพื่อไม่ให้มันเข้าไปทำอันตรายกับอุปกรณ์ในระบบของเรา ควรติดตั้งทั้งฝั่ง DC (ก่อนเข้าอินเวอร์เตอร์) และฝั่ง AC (หลังอินเวอร์เตอร์ก่อนเข้าตู้เมน)
SPD DC: ติดตั้งอยู่ใกล้กับอินเวอร์เตอร์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อปกป้องอินเวอร์เตอร์และแผงโซล่าเซลล์จากไฟกระชากที่มาจากฟ้าผ่าหรือกระแสไฟเกินที่เกิดจากตัวแผงเอง
SPD AC: ติดตั้งในตู้รวมไฟหลัก เพื่อป้องกันไฟกระชากที่มาจากระบบสายส่งของการไฟฟ้า หรือไฟกระชากที่อาจย้อนกลับมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน
2. ฟิวส์ DC และเบรกเกอร์ DC
หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับฟิวส์และเบรกเกอร์ AC ในบ้าน แต่สำหรับระบบโซล่าเซลล์ที่ใช้กระแสตรง ต้องใช้ฟิวส์และเบรกเกอร์ที่ออกแบบมาสำหรับกระแส DC โดยเฉพาะนะ
ฟิวส์ DC: ทำหน้าที่เป็น "จุดอ่อน" ในวงจร ถ้ามีกระแสไฟเกิน ฟิวส์จะขาดก่อนที่อุปกรณ์อื่นจะเสียหาย ปกติจะติดตั้งที่สายบวกของแต่ละ String (กลุ่มแผง) ก่อนเข้า combiner box หรืออินเวอร์เตอร์ ควรเลือกฟิวส์ที่มีค่ากระแสสูงสุด (Rated Current) และแรงดันสูงสุด (Rated Voltage) ที่เหมาะสมกับระบบของคุณ
เบรกเกอร์ DC: ใช้สำหรับตัดวงจรเมื่อเกิดกระแสลัดวงจรหรือกระแสเกิน ช่วยให้เราสามารถซ่อมบำรุงหรือแก้ไขปัญหาในระบบได้อย่างปลอดภัย และยังใช้เป็นสวิตช์สำหรับเปิด-ปิดระบบโซล่าเซลล์ได้อีกด้วย
3. ระบบกราวด์ (Earthing System) ที่ได้มาตรฐาน
ไม่ว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันดีแค่ไหน ถ้าไม่มีระบบกราวด์ที่ดี ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย! สายดินจะทำหน้าที่ระบายกระแสไฟส่วนเกินและกระแสไฟจากฟ้าผ่าให้ไหลลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย ควรมีการลงกราวด์ทั้งโครงสร้างของแผงโซล่าเซลล์ (เพื่อป้องกันไฟดูด) และตัวอินเวอร์เตอร์ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก (SPD) ด้วย
หลักดิน: ควรใช้หลักดินที่ได้มาตรฐาน มีค่าความต้านทานต่ำกว่า 5 โอห์ม และติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม
สายกราวด์: ใช้สายทองแดงที่มีขนาดเพียงพอ และเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างแน่นหนา
การลงทุนในอุปกรณ์ป้องกันพวกนี้อาจจะดูเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้าเทียบกับค่าเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบโซล่าเซลล์ทั้งชุดแล้ว ถือว่าคุ้มค่ากว่ามากเลยนะ ลองปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยตรวจสอบระบบของคุณ เพื่อให้มั่นใจว่าโซล่าเซลล์ของคุณจะปลอดภัยจากไฟกระชากและฟ้าผ่า ไม่ว่าจะฝนตกหนักแค่ไหนก็ตาม อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชากและฟ้าผ่าสำหรับโซล่าเซลล์ ได้ที่นี่เลย














